ซูอวี่กำโทรศัพท์ไว้แน่น ปลายนิ้วสั่นระริก
กดปุ่มโทรออกตั้งสามครั้งกว่าจะกดถูก
พอสายติด ซูอวี่ก็แหกปากตะโกนทันที “พี่ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
เสียงเย็นชาของซูรั่วเสวี่ยดังมาจากปลายสาย “ดึกดื่นป่านนี้จะโวยวายอะไร?”
“ไม่ใช่ พี่ฟังผมก่อน ไข่มุกเมโล! เราเจอไข่มุกเมโลแล้ว!”
ซูอวี่พยายามกดเสียงให้เบาลง แต่ความตื่นเต้นในน้ำเสียงกลับปิดไม่มิด
ปลายสายเงียบไปสองวินาที
“แน่ใจหรือ? ใหญ่แค่ไหน?” น้ำเสียงของซูรั่วเสวี่ยเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ใหญ่เท่าลูกลำไย สีส้มแดง มีลายเปลวไฟ พอส่องใต้ไฟฉายก็สว่างเหมือนกำลังลุกไหม้เลย”
“อะไรนะ?!”
เสียงที่ปกติสุขุมของซูรั่วเสวี่ยพลันดังสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงขั้นได้ยินเสียงหายใจหอบถี่ของเธอผ่านโทรศัพท์
“พี่ มันจะขายได้เท่าไร?”
“สีส้มแดง ขนาดเท่าลูกลำไย มีลายเปลวไฟทั่วทั้งเม็ด...” ซูรั่วเสวี่ยพึมพำทบทวนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตะโกนลั่น
“ซูอวี่ เอาโทรศัพท์ให้อู๋ซุ่ย!”
ซูอวี่รีบยัดโทรศัพท์ใส่มืออู๋ซุ่ย
“ฮัลโหล” อู๋ซุ่ยเอ่ยเสียงเรียบ
“อู๋ซุ่ย ฟังให้ดีนะ ต้องเก็บไข่มุกเม็ดนั้นไว้ให้ดี หาที่ปลอดภัยที่สุดแล้วเอาไปซ่อนไว้!”
ซูรั่วเสวี่ยร้อนใจแทบแย่ “อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด แล้วก็อย่าเอาออกมาให้ใครดู พรุ่งนี้เช้าฉันจะพาคนไปหา ต่อให้ฝนตกพายุเข้า ฉันก็จะไปให้ได้!”
“ได้ ฉันรู้แล้ว ไม่ต้องร้อนใจเกินไป ช่วงพายุเข้า ถนนหนทางไม่ปลอดภัย”
“โธ่ อย่าชะล่าใจสิ ถ้าของนั่นเป็นอย่างที่ซูอวี่บอกจริง ราคาเริ่มต้นก็หนึ่งล้านแล้ว เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วง ระวังตัวด้วย พรุ่งนี้เจอกัน”