ยามรุ่งสาง ฟ้ายังไม่สว่างดี
“ปัง ๆ ๆ!”
เสียงเคาะประตูรั้วดังขึ้นกะทันหัน แม้แรงไม่มาก แต่ในยามเช้าอันเงียบสงัดกลับฟังดูผิดปกติอย่างยิ่ง
หลังประตู อู๋กังเบิกตาโพลง ก่อนจะผุดลุกขึ้นจากพื้น
เมื่อคืนเขานั่งเฝ้าอยู่หลังประตูตลอดทั้งคืน กระทั่งเช้าถึงทนไม่ไหวและเผลอหลับไป
พอได้ยินเสียง เขาก็คว้าพลั่วเหล็กที่พิงอยู่ข้างกำแพงขึ้นมากำด้ามไว้แน่น
“ใครน่ะ!” อู๋กังตะโกนถามเสียงดัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหม่า แถมยังสั่นเล็กน้อย
“พี่อู๋ ฉันเอง ซูรั่วเสวี่ย” เสียงใสของหญิงสาวดังมาจากนอกประตู
อู๋กังชะงักไป รีบก้มมองลอดช่องประตู เมื่อแน่ใจว่าเป็นเสียงของซูรั่วเสวี่ย เขาจึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เขาวางพลั่วเหล็กพิงกำแพง แล้วรีบร้อนปลดกลอนประตู
นอกประตู ซูรั่วเสวี่ยกางร่มสีดำอยู่ข้างชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่ง
ชายชราถือกระเป๋าเอกสารสีเงินไว้แน่น ท่าทางดูเป็นมืออาชีพมาก
“คุณซู มาแต่เช้าเลยนะครับ” อู๋กังรีบเชื้อเชิญทั้งคู่เข้ามาในลานบ้าน
“น้องรอง คุณซูมาแล้ว รีบตื่นเร็ว...”
อู๋ซุ่ยเองก็หลับ ๆ ตื่น ๆ มาตลอดทั้งคืน พอได้ยินเสียงก็ลืมตาตื่น ด้านหลังมีซูอวี่ที่ยังขยี้ตาตามมาด้วย
“พี่ มาถึงนี่ทั้งที่ฝนตกจริง ๆ เหรอ?”
“อืม อยู่ที่นี่ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครใช่ไหม?” ซูรั่วเสวี่ยหุบร่มพลางทำเป็นไม่สนใจน้องชาย
ซูอวี่ทำหน้าเศร้า “จะเป็นไปได้ยังไง ผมช่วยพี่รองหาเงินด้วยนะ เมื่อวานเราเก็บปลิงทะเลได้ตั้งเยอะ ไข่มุกเมโลก็เก็บได้ตอนออกไปเก็บของทะเลช่วงน้ำลง...”