ซูเนี่ยนเซิงเดินมาถึงธรณีประตู มือเพิ่งแตะกรอบประตู แต่กลับชะงักไป
เธอหันกลับ เดินฉับ ๆ เข้ามาในลานบ้าน หยุดตรงหน้าลู่ฉือหยวน แล้วแบมือหงายยื่นไปหาเขา
ลู่ฉือหยวนก้มมองมือขาวสะอาดข้างนั้น
ผู้หญิงคนนี้เมื่อครู่ยังแผ่ไอสังหารเต็มตัว แต่พริบตาถัดมาก็ทวงหนี้อย่างหน้าตาเฉย
เขาล้วงซองกระดาษสีน้ำตาลจากกระเป๋าด้านในของเครื่องแบบทหาร แล้วยื่นใส่มือเธอ
ซองไม่ได้ปิดผนึก
ซูเนี่ยนเซิงบีบดูความหนา ก่อนจะหยิบของข้างในออกมา
ธนบัตรใบละ 10 หยวนปึกหนึ่งที่ยังใหม่เอี่ยม แถมด้วยคูปองธัญพืชและคูปองเนื้อที่ใช้ได้ทั่วประเทศอีกหลายใบ
กะคร่าว ๆ แล้ว มากกว่า 20 หยวนที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้เสียอีก
“ค่าตรวจรักษา ค่ายา ที่เหลือถือเป็นค่าอุดปาก” ลู่ฉือหยวนพูดเสียงต่ำ
“ค่าอุดปาก?” ซูเนี่ยนเซิงชั่งซองในมือ พลางเงยหน้ามองเขา
“งูพิษ หลี่เซิ่งลี่”
ลู่ฉือหยวนสบตาเธอ “ตอนนี้หน่วยผลิตหงซิงปลอดภัยมาก หลี่เซิ่งลี่กับหวังเต๋อฟา รวมถึงบัญชีดำเล่มนั้น ถูกส่งตัวไปยังเขตทหารมณฑลอย่างลับ ๆ แล้ว ส่วนสายสัมพันธ์ที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา ฉันจะถอนรากถอนโคนให้หมด”
ซูเนี่ยนเซิงเข้าใจแล้ว
ลู่ฉือหยวนกำลังบอกทุกอย่างกับเธอ เขาจัดการปัดเป่าปัญหาที่อาจตามมาจนหมดสิ้น
“ขอบใจ” ซูเนี่ยนเซิงยัดซองใส่กระเป๋าอย่างไม่เกรงใจ
“คืนนี้ฉันจะกลับเขตทหาร”
ลู่ฉือหยวนมองเธอ “ถ้าเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ ก็มาหาฉันได้ทุกเมื่อ”
“ปัญหาที่ฉันแก้ไม่ได้ คุณก็คงรับมือไม่ไหวเหมือนกัน” ซูเนี่ยนเซิงตอบอย่างตรงไปตรงมา
ลู่ฉือหยวนถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ซูเนี่ยนเซิง อย่ามองทุกคนเป็นศัตรู บางครั้งการอาศัยแรงคนอื่นก็มีประสิทธิภาพกว่าลุยคนเดียว”
ทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น เขาก็หันไปเปิดประตูรั้ว ก่อนก้าวหายเข้าไปในราตรีมืดสนิท
ซูเนี่ยนเซิงยืนนิ่ง จ้องไปทางประตูรั้ว
อาศัยแรงคนอื่นงั้นเหรอ?
เธอจะไม่เข้าใจหลักการนี้ได้อย่างไร
ตลอดสิบปีที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลก เธอเคยฝากแผ่นหลังไว้กับเพื่อนร่วมทีม และเคยพยายามเชื่อใจคนอื่นเหมือนกัน