ตั้งแต่หนีออกจากบ้านไปคราวก่อน ตระกูลเวินก็ยิ่งจับตาเวินลิ่งเจาเข้มงวดกว่าเดิม ปกติเวลาออกไปข้างนอกก็เพิ่มบอดี้การ์ดอีกหลายคน คอยตามติดไม่ห่าง
เวินลิ่งเจารู้สึกว่าตัวเองเป็นนกน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรง ขังไว้นานเข้า ปีกก็ใกล้จะฝ่อลีบ ขนสวย ๆ ก็จะเปลี่ยนสี ส่วนเสียงร้องอันไพเราะก็ส่งเสียงเพราะ ๆ ไม่ได้อีกแล้ว...
แต่หรงเซี่ยนกลับโต้คำพูดเรียกคะแนนสงสารของเธอทีละข้อ
เขาพูดตรง ๆ ว่าเธอก็เป็นแค่นกโง่ตัวน้อยที่เอาแต่กินอาหาร ปีกกระพือแค่สองทีก็เหนื่อย บินไม่ไหวด้วยซ้ำ ส่วนที่บอกว่าสวยก็พอรับได้ สวยจริง ๆ แต่ไม่มีเสียงร้องไพเราะอะไรทั้งนั้น ปกติก็เอาแต่ด่าคนแล้วก็ร้องไห้อาละวาด
เวินลิ่งเจาโมโหจนแทบคลั่ง ไม่ยอมเจอเขาอยู่หลายวัน แม้จะยังรับของขวัญก็ตาม
เสิ่นอินส่งข้อความมาถามว่าเธอว่างไหม
ช่วงหลายวันมานี้ทั้งสองคุยกันบ่อย ๆ แบ่งปันเรื่องสนุก ๆ ให้กันฟัง จนกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว
พอดีเวินลิ่งเจากำลังเบื่อ จึงชวนเธอมาดื่มชายามบ่ายที่บ้าน
จ้าวอี๋หลิงย่อมดีใจอยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าทั้งสองจะกลายเป็นเพื่อนกัน ถึงกับสั่งให้คนขับรถไปรับเสิ่นอินมาที่บ้าน
“พวกหนูคุยกันไปนะ แม่ไม่รบกวนแล้ว... ลูกรัก เดี๋ยวแม่มีธุระนิดหน่อย คงกลับตอนเย็น”
“ค่ะ” เวินลิ่งเจาพยักหน้าหงึก ๆ ต่อหน้ามารดาเธอยังเป็นเด็กดีอยู่เสมอ
เสิ่นอินพูดว่า “คุณน้าเพิ่งบอกฉันว่าให้ช่วยดูแลเรื่องเรียนของเธอต่อไป แผนการเรียนของสาขาเราไม่น่าจะเปลี่ยน งั้นเทอมนี้เธอก็ต้องเรียนวิชาของอาจารย์จอมมารคนนั้นพอดีสิ?”
