“สุดท้ายก็ต้องกินฉันอยู่ดีนี่”
เธอไม่มีทางเชื่อฟังเขาไปตลอดหรอก ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ก็ไม่มีมาตรฐานตายตัว ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขาล้วน ๆ เกิดวันไหนเขาอารมณ์ไม่ดีแล้วจับเธอเชือดขึ้นมาจะทำยังไง
ฟู่ถิงพบว่าเธอชอบถกเถียงเรื่องไร้สาระพวกนี้จริง ๆ ไม่สนใจเธอ เธอก็จะงอแง พูดจ้ออยู่ข้างหูไม่หยุด แต่พอสนใจขึ้นมา ก็หนีไม่พ้นต้องทะเลาะกันอยู่ดี
“อยู่เฉย ๆ ทำตัวดี ๆ ไม่ก่อเรื่อง แล้วจะกลัวอะไร?”
มีแต่คนที่รู้สึกผิดเท่านั้นแหละถึงจะกลัว
“แต่ฉันจะก่อเรื่องนี่” เวินลิ่งเจาไม่ปิดบังความคิดของตัวเอง “คุณก็ไม่ใช่คนดีสักหน่อย ทำไมถึงห้ามคนอื่นก่อเรื่องได้ล่ะ?”
“ฉันไม่ได้บอกว่าจะคุมเธอ ฉันหมายความว่าเธอห้ามเล่นงานฉัน ฉันไม่ใช่คนใจกว้างขนาดนั้น ถ้าเธอทำเรื่องไม่ดีกับฉัน ฉันจะเอาคืนเป็นสองเท่า”
ทั้งที่กำลังกินข้าวดี ๆ บทสนทนากลับออกนอกเรื่องไปไกลขึ้นทุกที
เขาคีบกับข้าวให้เธอหลายอย่าง แต่เธอกลับเลือกเขี่ยไปเขี่ยมา นั่นก็ไม่กิน นี่ก็ไม่กิน
ฟู่ถิงจึงคีบชิ้นที่อยู่บนสุดในชามของเธอกลับไปเสียเลย เวินลิ่งเจาจะยอมได้อย่างไร ของที่เข้ามาอยู่ในชามเธอแล้ว ต่อให้ไม่กินก็ห้ามให้ใครมาแย่งไป
“ของฉัน!”
ฟู่ถิงเหลือบมองเธอ ก่อนส่งเข้าปากตัวเองทันที จงใจแย่งของเธอโดยเฉพาะ
“ฉันไม่กินแล้ว หิวตายไปเลยก็ได้!” ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้
“ดูท่าทางเธอแล้วก็ไม่อยากกินอยู่แล้ว กินอิ่มแล้วก็ออกไปข้างนอกกัน”
ถ้าต่อไปพวกเขามีลูก แล้วลูกเอาวิธีนี้ไปใช้บ้าง เขาคงไม่ใจดีด้วยเหมือนตอนนี้แน่ ต้องจับมาตีก้นให้หนัก ๆ สักที
