เจียงเฮ่ามองดูหนุ่มผมเหลืองที่เจ็บจนเขี้ยวกัดฟันแน่นพร้อมกับพูดอย่างเย็นชาว่า “แกควรจะดีใจนะ ที่นี่คือสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ฉันไม่อยากเห็นเลือดในที่ที่มีเด็กเต็มไปหมด ไม่อย่างนั้นฝ่ามือแกไม่ได้แค่กระดูกร้าวหรอก แต่จะกลายเป็นผุยผงไปแล้ว”
หนุ่มผมเหลืองพยายามข่มความเจ็บปวดที่ฝ่ามือและความหวาดกลัวในใจเอาไว้ แล้วพูดกับเจียงเฮ่าว่า “อย่าคิดว่ามีแรงเยอะ สู้เก่ง แล้วชนะพวกฉันไม่กี่คนจะหยุดการรื้อถอนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ได้นะ ฉันบอกให้รู้ซะ ถ้าวันนี้พี่สามอยู่ที่นี่ แกตายไปครึ่งตัวแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าหนุ่มผมเหลืองเอ่ยถึงพี่สามที่ว่านี่ออกมาหลายครั้งแล้ว ในใจเจียงเฮ่าก็เริ่มอยากรู้แล้วว่าพี่สามผู้ ‘อิทธิฤทธิ์กว้างไกล’ คนนี้คือใครกันแน่
เขาหันไปถามหวังเยี่ยนว่า “พี่สามเป็นใคร”
“พี่สามเป็นหัวหน้าของพวกมัน เป็นที่ปรึกษาที่บริษัทอสังหาฯ ส่งมาเพื่อการรื้อถอนครั้งนี้” หวังเยี่ยนพูดด้วยความโกรธ “พี่สามคนนี้ฝีมือการต่อสู้สูงมาก ลงมือก็โหดเหี้ยม แถมยังมีข่าวลือว่าพี่สามคนนี้รู้คาถาสาปแช่งด้วย ใครที่เป็นศัตรูกับเขา จะถูกเขาสาปแช่งหมด”
“เรื่องสาปแช่งอะไรนั่นมันเหลวไหลสิ้นดี อย่าไปเชื่อเลย” เจียงเฮ่าเห็นหวังเยี่ยนค่อนข้างหวาดกลัว ก็อดปลอบไม่ได้
“หลิวหรานหลานชายของคุณยายจาง เมื่อครึ่งเดือนก่อนเพื่อรักษาสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไว้ เคยนั่งคุยกับพี่สามคนนี้ครั้งหนึ่ง คุยกันแตกหักไป คิดไม่ถึงว่าวันต่อมาจู่ๆ หลิวหรานก็ล้มลงหมดสติไปแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น ไปโรงพยาบาลตรวจร่างกายหมดทั้งภายในภายนอกแล้วก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ คนข้างนอกเลยลือกันว่าถูกพี่สามคนนี้สาปไว้”
เรื่องสาปแช่งอะไรที่เป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ แบบนี้ โดยปกติเจียงเฮ่าก็ไม่มีทางเชื่อ แต่สำหรับพี่สามคนนี้ เขากลับเกิดความสนใจ อยากไปลองเชิงกับอีกฝ่ายดู
“ตอนนี้ฉันต้องการพบพวกพี่สามสักหน่อย” เจียงเฮ่ามองดูหนุ่มผมเหลือง แล้วพูดอย่างเยือกเย็น
“พี่สามงานยุ่งมากนะ ไม่ใช่ว่าอยากเจอแล้วจะได้เจอ” หนุ่มผมเหลืองมองเจียงเฮ่าด้วยแววตาดูแคลน
