เฉินสืออันยิ้มบาง ๆ “แน่นอนว่าต้องฟังข้า”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าเย่ซีเฉิงพลันเปลี่ยนไป เขาตวาดด้วยความโกรธ “เฉินสืออัน เจ้าช่างบังอาจนัก!
อย่าคิดว่าเพียงเพราะตอนนี้เจ้ามีพลังลึกล้ำ อีกทั้งยังมีลูกน้องขั้นผู้ฝึกยุทธ์ ก็จะมองข้ามตัวตนของข้าได้
อย่าลืมว่าเจ้ายังต้องพึ่งโอสถขจัดเพลิงของข้า!”
เฉินสืออันยิ้มบาง ๆ “นี่เจ้ากำลังข่มขู่ข้าอยู่หรือ?
ข้าเพิ่งกำจัดหวังเทียนเหว่ย ศัตรูตัวฉกาจของเจ้าไป เจ้าก็คิดจะรื้อสะพานหลังข้ามแม่น้ำเสียแล้วหรือ?”
แววตาเย่ซีเฉิงไหววูบ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวในที่สุดว่า “ตอนนี้พวกเราเป็นพันธมิตรกัน การให้เกียรติซึ่งกันและกันย่อมเป็นเรื่องจำเป็น”
เฉินสืออันกล่าวต่อ “ข้าจะบอกตามตรง ตอนนี้ข้าได้เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งกว่าวิชาดาบเพลิงคลั่งมาแล้ว และเลิกฝึกวิชาดาบเพลิงคลั่งไปแล้ว”
เย่ซีเฉิงตอบว่า “ต่อให้เจ้าเปลี่ยนไปฝึกเคล็ดวิชาอื่น พิษเพลิงในร่างก็ยังคงอยู่ จำเป็นต้องใช้โอสถขจัดเพลิงของข้ากดมันไว้”
เฉินสืออันหัวเราะเบา ๆ “เกรงว่าจะทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว พิษเพลิงในร่างข้าไม่ได้รุนแรงอย่างที่เจ้าคิด ไม่ต้องใช้โอสถขจัดเพลิง ข้ามีวิธีอื่นกดมันไว้”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าเย่ซีเฉิงก็เปลี่ยนไป
เฉินสืออันกล่าวต่อ “เจ้าเป็นผู้บัญชาการค่ายล่าสัตว์ปีศาจ ข้าจะให้เกียรติเจ้าตามสมควร แต่เจ้าก็ต้องมองสถานการณ์ของตัวเองให้ชัดเจน
ที่เซียงฉู่สยงยังเก็บเจ้าไว้ ก็เพียงเพราะสถานการณ์บังคับ อย่าคิดไปเองว่าในอนาคตเจ้าจะสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเซียงฉู่สยงได้เหมือนบิดาบุญธรรมของเจ้า
