เมื่อเซียงชิงหลงและพวกจากไปแล้ว เฉินสืออันก็เรียกผีโหวกับตู้กังเข้ามาทันที ทั้งสามช่วยกันเก็บกวาดความเละเทะในโถงใหญ่จนเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาจึงเชิญซูฉิงโหรวกับฉินเอ้อหนัวออกมา
“สืออัน พวกเซียงชิงหลงไปไหนแล้ว?” ซูฉิงโหรวมองโถงใหญ่ที่ว่างเปล่า ก่อนถามด้วยความกังวล
เฉินสืออันแนะนำผีโหวกับตู้กังให้ทั้งสองรู้จัก แล้วเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะไม่มาหาเรื่องอีก”
“เมื่อครู่มีคนตายเชียวนะ พวกเขาจะยอมเลิกราไปอย่างนั้นหรือ?” ฉินเอ้อหนัวถามเสริม
เฉินสืออันยิ้มบาง ๆ ก่อนยื่นหนังสือสัญญาสองฉบับที่เซียงชิงหลงเขียนไว้ พร้อมตั๋วเงินสองร้อยตำลึงให้ซูฉิงโหรว
หญิงสาวทั้งสองรีบตรวจดู จากนั้นต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจและเต็มไปด้วยความสงสัย
“สืออัน นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” ซูฉิงโหรวยังไม่วางใจนัก
เฉินสืออันยังคงยิ้ม “พี่สะใภ้ อย่างไรข้าก็เป็นหัวหน้าหมู่ของหน่วยล่าสัตว์ปีศาจ พอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง
ที่จริงเซียงชิงหลงก็เป็นคนมีเหตุผล ขอเพียงพูดเหตุผลให้กระจ่าง เขาก็ย่อมเข้าใจ
ต่อไปพวกเราไม่ติดหนี้โรงรับจำนำซื่อทงอีก พวกเขาก็จะไม่มาหาเรื่อง ต่างคนต่างอยู่”
แม้ซูฉิงโหรวยังมีข้อสงสัย แต่เงินกับหนังสือสัญญาก็อยู่ในมือ จะไม่ให้นางเชื่อก็คงไม่ได้
ฉินเอ้อหนัวเผยสีหน้าละอายใจ “เฉินสืออัน เรื่องนี้เป็นความผิดข้าเอง ข้าเป็นคนยุให้พี่ฉิงโหรวไปกู้เงินจากโรงรับจำนำซื่อทง...”
เฉินสืออันโบกมือ “เรื่องนี้โทษเจ้าไม่ได้ เจ้าเองก็ทำไปเพื่อเฉินซูจี้
แต่ต่อไปเจ้าจงจำไว้ให้ดี ในซากปรัก หรือบางทีแม้แต่นอกซากปรัก กฎเกณฑ์ที่เจ้าเห็นนั้นมีไว้ผูกมัดคนชั้นล่างมาตลอด”
วันนี้ฉินเอ้อหนัวไม่ได้โต้เถียง เพียงพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว”
เฉินสืออันยิ้มบาง ๆ แล้วหันไปมองซูฉิงโหรว “พี่สะใภ้ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากหารือกับท่าน”
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องแม่ลูกตระกูลจางให้ฟังคร่าว ๆ
ซูฉิงโหรวเอ่ยเสียงเบา “เจ้าคิดจะรับแม่ลูกคู่นี้มาอยู่ด้วยหรือ?”
เฉินสืออันพยักหน้า “แม่ของจางเสี่ยวซานแม้อายุมากแล้ว แต่แข้งขายังคล่องแคล่ว ให้อยู่บ้านช่วยทำซอสพริกก็น่าจะไม่มีปัญหา
เสี่ยวชุ่ยอายุน่าจะไล่เลี่ยกับเถียนเถียน จะได้มีเพื่อนเล่นกัน...”
