พูดถึงตรงนี้ ผู้กำกับจางก็เดือดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาสบถอย่างขุ่นเคืองว่า “ให้ตายสิ คนจากประเทศอื่นพวกนั้นมันเดรัจฉานกันทั้งนั้น!”
“ยกเว้นไม่กี่ประเทศ ที่เหลือต่างก็ต่อต้านและเกลียดชังคนหัวเซี่ยเป็นพิเศษ พวกมันรวมกลุ่มกันเล่นงาน กดขี่ แถมยังจงใจใส่ร้ายอีก”
“ไอ้พวกเดรัจฉานนั่นยังเยาะเย้ยว่าคนหัวเซี่ยเป็นคนป่วยแห่งเอเชียตะวันออก ด่าว่าลูกหลานจีนไร้น้ำยา!”
“ทั้งที่พวกมันรวมกลุ่มกัน รวมหัวใช้คนมากกว่ารังแกคนที่มีน้อยกว่าอย่างหน้าด้านไร้ยางอายแท้ ๆ ยังกล้ามาเยาะเย้ยผู้เข้าแข่งขันของเราอีก!”
หลังด่าจบ ผู้กำกับจางก็รู้ตัวว่าอารมณ์ตัวเองพลุ่งพล่านเกินไป จึงเอ่ยขอโทษว่า
“ขอโทษนะ ฉันอารมณ์ขึ้นไปหน่อย”
“ทั้งปู่ทั้งพ่อของฉันเคยเป็นทหาร พอคิดถึงทหารปลดประจำการคนนั้นที่ถูกทำร้ายจนขาขาดไปข้าง แถมยังตาบอดอีกข้าง ฉันก็โกรธมากจริง ๆ”
“เขาสมัครเข้าร่วมรายการเพราะลูกสาวป่วยหนัก ต้องใช้ค่ารักษาจำนวนมาก เลยอยากหาเงินมาจ่ายค่ารักษาให้ลูก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รางวัล แถมตัวเองยังพิการไปอีก เฮ้อ...”
ฉู่อีอีฟังเงียบ ๆ สีหน้าแทบไม่เปลี่ยนแปลง
คนทั่วไปได้ยินเรื่องพวกนี้ก็คงโกรธมาก
แต่เธอกลับไม่รู้สึกอะไรเลย
ไม่ใช่ว่าเธอไร้หัวใจ
แต่เพราะเธอถูกโยนไปอยู่สลัมตั้งแต่เด็ก ได้พบเจอทั้งน้ำใจและความโหดร้ายของผู้คนมามากเกินไป
เธอชาชินไปแล้ว
แม้ภายหลังจะออกจากสลัม ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน
แต่ช่วงเวลามืดมนในสลัมก็ยังทิ้งร่องรอยที่ยากจะลบเลือนไว้ในใจเธอ
ไม่ถึงกับเป็นปมในใจหรอก
ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป เธอก็ไม่ได้รู้สึกทรมานอะไร เพียงแต่ลืมไม่ลงเท่านั้น
ผู้กำกับจางพูดต่อว่า “เพื่อนฉันฝากให้ติดต่อเธอ บอกว่าถ้าเธอเข้าร่วมรายการ จะให้ค่าตัวหนึ่งร้อยล้าน ส่วนฉันได้ค่านายหน้าห้าล้าน”
“ถ้าเธอชนะ ยังมีเงินรางวัลเพิ่มเติมด้วย รับประกันขั้นต่ำหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์”
“เงื่อนไขที่พวกเขาเสนอมาเย้ายวนมากก็จริง แต่ฉันก็ยังหวังว่าเธอจะคิดให้รอบคอบ”
“เธอเก่งกว่าคนทั่วไปอยู่บ้างก็จริง แต่ผู้เข้าแข่งขันในรายการ“เอาชีวิตสุดขีด”ไม่ใช่ดารา มีทั้งทหารรับจ้าง นักรบ ล้วนผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอหรอก”
