ฉู่อีอีสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง จากระยะทางเท่านี้ เรือสำราญคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีกว่าจะเทียบท่า
เธอเดินไปหาจางเจียเจียกับคนอื่น ๆ แล้วใช้เท้าเขี่ยพวกเขาเบา ๆ
“พี่อีอี? มีอะไรเหรอ?” จางเจียเจียขยี้ตา ถามด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย
ฉู่อีอีชี้ไปยังแม่น้ำที่อยู่ไกลออกไป “ดูนั่นสิ มีอะไรอยู่ตรงนั้น?”
จางเจียเจียเพิ่งลืมตา ภาพตรงหน้าจึงยังพร่ามัวเล็กน้อย
เธอยกมือขึ้นขยี้ตา พอเพ่งมองชัด ๆ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะลุกพรวด
“เรือสำราญมาแล้วเหรอ? เป็นเรือของทีมงานรายการหรือเปล่า? ดีจัง ในที่สุดทีมงานก็ยังนึกถึงพวกเรา มารับแล้ว!”
จางเจียเจียตื่นเต้นจนกระโดดโลดเต้นอยู่กับที่ไม่หยุด
ต้วนเจียงกับฉินซิ่วหานก็เห็นเรือสำราญแล้วเช่นกัน ทั้งคู่ตื่นเต้นมาก
พวกเขารีบวิ่งไปที่ริมแม่น้ำ โบกมือไปทางเรือสำราญไม่หยุด
แม้จะอยู่ไกลมากจนคนบนเรืออาจมองไม่เห็น แต่พวกเขาก็ยังโบกมืออย่างตื่นเต้น
ฉู่อีอีไม่ได้ไปกับพวกเขา เธอหันหลังเดินเข้าไปในป่า
เธอหิว
ต้องไปหาอะไรกิน
ถึงทีมงานรายการจะมาแล้ว ก็ห้ามเธอไปหาอาหารไม่ได้
อีกอย่าง บาดแผลของพวกลิงยังไม่หายดี เธอต้องไปดูพวกมันด้วย แล้วก็จะได้ตรวจดูว่าหมาไม้ไปจริง ๆ หรือยัง แอบย้อนกลับมาสร้างเรื่องอีกหรือเปล่า
หลังฉู่อีอีเดินจากไป กู้หมิงจูกับกู้เสวียนก็เห็นเรือสำราญที่อยู่ไกลออกไปเช่นกัน
ทั้งคู่ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
แต่ไม่นาน สีหน้าของกู้หมิงจูก็เผยความหวาดหวั่นและกระวนกระวายออกมา
เธอคว้ามือกู้เสวียนไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “พี่ชาย ทีมงานรายการมาแล้ว ฉันควรทำยังไงดี?”
“ช่วงหลายวันก่อนฉันถูกกระทบกระเทือนจิตใจจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นิสัยเปลี่ยนไปมาก แถมยังทะเลาะกับจางเจียเจียพวกนั้นอีก ถ้าพวกเขาพูดเรื่องไม่ดีของฉันต่อหน้ากล้อง แล้วเปิดโปงสิ่งที่ฉันทำขึ้นมา ฉันก็ต้องเสียชื่อเสียงย่อยยับน่ะสิ?”
“ถ้ามีแค่ฉู่อีอีพูดคนเดียว ฉันยังปฏิเสธได้ แล้วกล่าวหากลับว่าเธอใส่ร้ายฉัน เพราะชื่อเสียงของเธอก็ไม่ดีอยู่แล้ว ก่อนทีมงานรายการจะไป เธอก็คอยหาเรื่องฉันมาตลอด”
