พอกู้เสวียนเห็นพวกเขาเงียบ ก็รู้ว่าพวกเขายอมรับข้อเสนอของเขาแล้ว
เรื่องที่มีแต่ได้กับได้แบบนี้ พวกเขาไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว
ถึงฉู่อีอีจะเคยให้ของกินพวกเขา แต่เธอก็เคยทำร้ายพวกเขาเหมือนกัน มิตรภาพระหว่างพวกเขาไม่ได้แน่นแฟ้นอะไรนัก แค่สะกิดนิดเดียวก็แตกสลายแล้ว
กู้เสวียนยกยิ้มมุมปากก่อนเอ่ยว่า “งั้นก็ตกลงตามนี้”
“แค่พวกนายยอมช่วย พวกเราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว นอกจากผลประโยชน์ที่ฉันรับปากจะให้แล้ว ต่อไปฉันจะคอยดูแลพวกนายให้มากขึ้นด้วย ฉันดีกับเพื่อนเสมอ”
พวกเขาต่างเงียบ ถือว่ายอมรับคำพูดของกู้เสวียน
จางเจียเจียคิดในใจว่า ‘ทุกครั้งที่ฉู่อีอีให้ของกินฉัน ฉันก็แสดงความสามารถให้เธอดู แถมไม่ได้แสดงแค่อย่างเดียวด้วย พวกเราแลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียม ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรฉู่อีอี เพราะงั้นตอนนี้ก็ไม่ถือว่าทรยศเธอ’
ฉินซิ่วหานคิดในใจว่า ‘บุญคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ฉู่อีอีมีต่อฉัน ยังไม่คุ้มให้ฉันต้องล่วงเกินตระกูลกู้และสละเส้นทางในวงการบันเทิงของตัวเองหรอก อีกอย่าง ความช่วยเหลือที่ฉู่อีอีให้ฉันก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่บุญคุณใหญ่โตอะไร ฉันตอบแทนเธอไปแล้วด้วยซ้ำ อย่างมากกลับไปก็ค่อยให้เงินเธออีกหน่อย’
ต้วนเจียงคิดในใจว่า ‘ฉู่อีอีเคยตีฉันจนเจ็บหนัก ความสัมพันธ์ของเราก็ไม่ได้ดีอะไรเลย หลังจากนั้นที่เธอให้ของกินฉัน ก็เพราะเธอกินไม่หมด ไม่ใช่เพราะอยากช่วยพวกเรา แถมยังมองพวกเราเป็นตัวตลก ให้แสดงแลกอาหาร เธอดูถูกพวกเรามาตั้งแต่แรก ไม่จำเป็นต้องซาบซึ้งไปเองว่าเธอดีแค่ไหน แล้วไปล่วงเกินตระกูลกู้เพื่อเธอ ต่อให้กู้เสวียนไม่ให้ผลประโยชน์ฉัน ฉันก็ไม่ช่วยพูดเข้าข้างฉู่อีอีอยู่ดี’
ถึงพวกเขาจะยังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง แต่ก็มีไม่มาก
เมื่ออยู่ต่อหน้ามโนธรรมกับผลประโยชน์ สุดท้ายพวกเขาก็เลือกผลประโยชน์
[บ้าจริง ที่พวกเขาเงียบหมายความว่ายังไง? อย่าบอกนะว่าหวั่นไหวกับข้อเสนอของกู้เสวียนแล้ว? ตั้งสติกันหน่อยสิ ชาวเน็ตให้อภัยความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนหน้านี้เพราะความสามารถของพวกนายแล้วนะ ถ้าพวกนายช่วยพี่น้องตระกูลกู้แทงข้างหลังฉู่อีอี คราวนี้ก็จบเห่จริง ๆ!]
