“หะ...หัวหน้ากองร้อยหาน!”
ช่างหลินมองขวดน้ำรูปภูเขาที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว มือที่ถือดาบถึงกับสั่นจนแทบจับไม่อยู่
แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยเห็นเงาเทพปรากฏขึ้นและบันดาลฝนลงมาด้วยตาตนเอง
แต่สถานการณ์ตอนนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เรื่องเทพบันดาลฝนนั้น ในนิทานปรัมปราก็เล่ากันเช่นนี้มิใช่หรือ
แต่เรื่องเทพโยนภูเขาข้าวสารลงมายังโลกมนุษย์ ใครเคยได้ยินมาก่อนบ้าง
ช่างหลินเลียริมฝีปาก แล้วถามทหารมณฑลที่อยู่ข้างกายว่า “ข้าน้อยกำลังฝันอยู่หรือไม่?”
ทหารมณฑลผู้นั้นเบิกตาค้าง พอได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นหยิกช่างหลินทีหนึ่ง
“ซี้ด——”
ช่างหลินส่งเสียงสูดปากราวกับงูน้อยแลบลิ้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ทหารมณฑลผู้นั้นพูดราวกับคนละเมอว่า “คงไม่ใช่ความฝันกระมัง”
เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์พลิกผันฉับพลัน ผู้คนกลับสามัคคีกันขึ้นมา ชายสองคนที่เมื่อครู่ธูปหนึ่งดอกก่อนยังเข่นฆ่ากันอยู่ บัดนี้กลับยืนเคียงข้างกันอย่างกลมเกลียวเพื่อพิสูจน์ว่าตนกำลังฝันหรือไม่
หานเลี่ยเหลือบมองพวกเขา จู่ ๆ หูก็ขยับ จากนั้นสีหน้าก็เคร่งขรึมลง
มีเสียงฝีเท้าจำนวนไม่น้อยกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
เขาหันไปมองภูเขาข้าวสารบนลานโล่ง ขมวดคิ้วแน่น แล้วตะโกนสั่งการเสียงดัง
“เฝ้าปากตรอกทุกแห่งไว้ แล้วบอกว่า...ท่านเทพผู้สูงศักดิ์ประทานอาหารให้ ทุกคนต้องคุกเข่าอยู่นิ่ง ๆ ครึ่งชั่วยามเพื่อขอบคุณสวรรค์ หากผู้ใดแย่งชิงกันโดยพลการ ย่อมต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์”
ที่ทำเช่นนี้มิใช่เพราะหานเลี่ยจงใจหาเรื่องหรือไม่ยินดีมอบน้ำและอาหารให้ชาวเมือง
เพียงแต่เมืองนี้ประสบความอดอยากมานาน หากไม่อาศัยพระนามของเทพมาข่มไว้ ผู้หิวโหยย่อมกรูกันเข้ามา จนเกิดเหตุเหยียบกันตายและแย่งชิงอาหาร
ถึงเวลานั้น ผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด ส่วนผู้หิวโหยที่อ่อนแอที่สุดจะกลายเป็นบันไดให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ ไม่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือเลย
