“ใครว่างก็มาช่วยกันหน่อย ถวายเครื่องบูชาแด่ท่านเทพผู้สูงศักดิ์!”
เสียงตะโกนเรียกของช่างหลินไม่ได้ดังนัก แต่ผู้คนในหุบเขาต่างหันมามอง เว้นแต่ตั้งหงวนที่ยังแช่อยู่ในน้ำโคลน
ด้วยการจัดสรรของหานเลี่ย คนแก่และเด็กในหุบเขาต่างได้กินโจ๊กคนละสองคำพอรองท้อง
โจ๊กอุ่น ๆ รสเค็มนิด ๆ เจือกลิ่นหอมของต้นหอม เมื่อบวกกับความหิวโหย ก็หอมอร่อยจนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นน้ำตาซึม
เมื่อได้ยินว่าต้องถวายเครื่องบูชาแด่ท่านเทพผู้สูงศักดิ์ ทุกคนก็พากันมาช่วยโดยไม่ต้องเร่งเร้า
นอกจากเด็กน้อยที่กอดชามเปล่าไว้ไม่ยอมปล่อย แล้วยื่นลิ้นเล็ก ๆ ออกมาเลียก้นชาม ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนด้วยความสมัครใจ
แม้แต่ชายชราวัยเจ็ดสิบแปดสิบที่อ่อนแรงจนขาสั่นระริกประหนึ่งผีเสื้อกระพือปีก ก็ยังเข้ามาช่วยลงแรง
กรงที่ขังสัตว์ตางฮูสูงราวสองคน
ทุกคนร่วมแรงกันขนหม้อใบใหญ่ที่ท่านเทพประทานให้จนหมด แล้วอาศัยบันไดที่พาดเอียงไว้ช่วยกันยกกรงเข้าไป
ขณะที่หานเลี่ยกำลังจะตามเข้าไป ฝาขวดก็สั่นสะเทือน ก่อนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เขาไม่ทันตั้งตัว จึงเซถอยหลังไปสองก้าว
เขาแหงนมองฝาขวดน้ำแร่ที่ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ พลันทำอะไรไม่ถูก “ท่านเทพผู้สูงศักดิ์…แล้วข้าเล่า?”
ชินอิงม้วนเชือกฝ้ายเก็บฝาขวดน้ำแร่กลับ พลางหาเวลาตอบว่า “เจ้ารออยู่ในกล่อง…เอ่อ โลกใบนั้นไปก่อน”
“ข้ายังมีเรื่องให้เจ้าช่วยอีก”
เมื่อได้ยินว่ายังมีภารกิจให้ทำ หานเลี่ยก็ชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มศีรษะประสานมือรับคำ “ขอรับ”
ที่จริงชินอิงไม่เคยคิดจะรับเขาไว้เป็นเครื่องบูชาเลยแม้แต่น้อย
จะดึงเขาออกจากกล่องมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในกล่องไม้ขีดไฟหรือไร?
ต่อให้เป็นสัตว์ประหลาดอย่างนกตางฮู หากไม่ได้ยินว่ามีสรรพคุณรักษาโรคตา นางก็ไม่คิดจะเอามาเช่นกัน
