เมื่อเห็นผู้เสียหายยืนกรานเช่นนี้ เจ้าหน้าที่หลิวก็พยักหน้า “ได้!”
ต่อให้ภายหลังผู้เสียหายจะเสียใจแล้วถอนแจ้งความ เขาก็ยอมรับได้
หลีชิงเหยียนเสริมว่า “เจ้าหน้าที่คะ ฉันอยากตัดขาดกับตระกูลหลีให้เด็ดขาดค่ะ”
ก่อนหน้านี้แม้จะเซ็นหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์แล้ว แต่มีคนรู้เรื่องนี้ไม่มากนัก
เพราะเจ้าของร่างเดิมไม่ได้ประกาศออกไป
ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเธอแล้ว เธอย่อมไม่คิดจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ
เธออยากตัดขาดกับตระกูลหลีให้สิ้นเชิง ต่อจากนี้จะได้ไม่ต้องติดต่อกันอีก
เจ้าหน้าที่หลิวเองก็คาดไม่ถึงว่าหลีชิงเหยียนจะพูดเช่นนี้ ดูท่าผู้เสียหายจะหมดใจจากครอบครัวเดิมจริง ๆ
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
“ได้ ถึงตอนนั้นฉันจะเป็นพยานให้พวกคุณ อีกอย่าง ทางที่ดีควรลงประกาศในหนังสือพิมพ์ด้วย”
หลีชิงเหยียนก็คิดเช่นนั้น เธออยากลงประกาศในหนังสือพิมพ์ ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมคงยังคาดหวังกับคนตระกูลหลีอยู่ จึงไม่ได้ทำอะไรให้เด็ดขาดเกินไป
แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าคนตระกูลหลีไม่ได้ใส่ใจหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์เลย ตั้งแต่แรกพวกเขาแค่กลัวฐานะของฉินซิวหย่วน จึงไม่มารบกวนชีวิตเธอ
ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว ฉินเย่าจู่กำลังจะแต่งงาน ต้องใช้เงินไม่น้อย คนตระกูลหลีจึงหมายตาเธอ
ฉินเย่าจู่ยังกล้าลงมือทำร้ายเธอ เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปไม่ได้
ถ้าเธอยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ต่อไปคงมีแต่ปัญหาตามมาไม่รู้จบ
“ขอบคุณนะคะ เจ้าหน้าที่”
หลีชิงเหยียนฝืนยิ้มขอบคุณ ทั้งที่ใบหน้าซีดเซียว
เจ้าหน้าที่หลิวโบกมือ “นี่เป็นหน้าที่ของพวกเรา ฉันเข้าใจสถานการณ์แล้ว พวกเราคงไม่รบกวนต่อ”
ฉินซิวจื้อไปกับเจ้าหน้าที่หลิวด้วย เขาอยากเห็นตอนฉินเย่าจู่ถูกจับคาหนังคาเขา!
เจ้าหน้าที่หลิวกับพวกขี่จักรยาน ส่วนฉินซิวจื้อมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้ซ้อนท้าย คนทั้ง 6 มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลี
ตอนแรกเจ้าหน้าที่หลิวคิดว่าฉินซิวจื้อเป็นสามีของผู้เสียหาย แต่พอได้ยินหลีชิงเหยียนเรียกเขาอย่างเกรงใจว่าพี่สาม เขาก็รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด
“สหายฉิน คุณหลีเป็นน้องสะใภ้ของคุณหรือ?”
พี่สามฉินได้ยินเจ้าหน้าที่หลิวถามเช่นนั้น ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจผิดแน่
จึงอธิบายว่า “โทษที เป็นเพราะเมื่อกี้ผมอธิบายไม่ชัด เธอเป็นน้องสะใภ้ผม น้องสี่ของผมเป็นทหารอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ที่บ้านมีแค่น้องสะใภ้กับเด็กอยู่กัน โชคดีที่ตอนเกิดเรื่อง ซาลาเปาน้อยอยู่เล่นที่บ้านผม ซาลาเปาน้อยเป็นหลานชายผม ไม่อย่างนั้นคงตกใจแย่”
เจ้าหน้าที่หลิวจึงรู้ว่าผู้เสียหายเป็นภรรยาทหารด้วย
ในอวิ๋นเซี่ยนมีทหารอยู่สิบกว่ายี่สิบคน เขาไม่ได้รู้จักทุกคน
แต่คุณหลีเป็นครอบครัวทหาร เรื่องนี้ยิ่งปล่อยผ่านไม่ได้
“ที่แท้ก็เป็นครอบครัวทหาร คุณหลีก็ลำบากเหมือนกัน ถ้าได้ไปอยู่กับสามี มีเขาอยู่ข้าง ๆ ก็คงไม่เจอเรื่องแบบนี้”
เจ้าหน้าที่หลิวเองก็เคยเป็นทหาร แต่รับราชการได้ไม่กี่ปีก็ปลดประจำการเพราะบาดเจ็บ หลังจากนั้นจึงเข้าทำงานในสถานีตำรวจ
ฉินซิวจื้อกล่าวว่า “ใช่ครับ ถ้าตอนนั้นน้องสะใภ้ไปอยู่กับสามี ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบวันนี้”
เจ้าหน้าที่หลิวเบรกกะทันหันจนจักรยานหยุดนิ่ง
“สหายฉิน คุณหมายความว่าคุณหลีมีสิทธิ์ไปอยู่กับสามี แต่ไม่ได้ไปหรือ?”
เจ้าหน้าที่ที่ให้ฉินซิวจื้อนั่งซ้อนท้ายเห็นหัวหน้าหยุดกะทันหัน ก็เบรกจนจักรยานหยุดตาม
ฉินซิวจื้อกำลังพูดอยู่จึงไม่ทันตั้งตัว แรงเฉื่อยทำให้จมูกเขากระแทกแผ่นหลังเจ้าหน้าที่อย่างแรง!
“ปัง!”
“โอ๊ย!”
“ขอโทษนะสหายฉิน จมูกคุณเป็นอะไรไหม?”
เจ้าหน้าที่ที่ให้เขาซ้อนท้ายรู้สึกผิดอยู่บ้าง เขารู้สึกได้ชัดว่าแผ่นหลังถูกกระแทก แค่เขายังเจ็บ แล้วสหายฉินจะเจ็บแค่ไหน!
ยิ่งสหายฉินเป็นพี่ชายของทหารที่มีสิทธิ์พาครอบครัวไปอยู่ด้วยอีก!
ถึงเขาจะไม่เคยเป็นทหาร ก็ยังรู้ว่าต้องมียศผู้บังคับกองร้อยขึ้นไปจึงจะพาครอบครัวไปอยู่ด้วยได้
หมายความว่าน้องชายของสหายฉินอย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้บังคับกองร้อย
จมูกของฉินซิวจื้อกระแทกเข้ากับแผ่นหลังเจ้าหน้าที่จนเจ็บแปลบ จากนั้นเลือดอุ่น ๆ ก็ไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง
เจ้าหน้าที่ที่ให้เขาซ้อนท้ายรีบควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋า แต่กลับไม่เจออะไรเลย
เขาลืมไปว่าตัวเองไม่เคยพกผ้าเช็ดหน้าเลยสักครั้ง!
สุดท้ายพี่สามฉินต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาเช็ดเลือด เขาเงยหน้าขึ้น รอจนเลือดหยุดไหลแล้วจึงตอบคำถามเจ้าหน้าที่หลิว
“ใช่ครับ ตอนน้องสี่แต่งงาน เขาเป็นผู้บังคับกองพันแล้ว แต่เพราะสภาพความเป็นอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือลำบาก น้องสี่ไม่อยากให้น้องสะใภ้ไปลำบากที่นั่น เธอเลยไม่ได้ตามไปอยู่กับเขา”
ผู้บังคับกองพันหรือ? ถึงกับเป็นผู้บังคับกองพันเชียวหรือ?
เจ้าหน้าที่หลิวตกใจมาก
เขาเองก็เคยเป็นทหาร จึงรู้ว่าการเลื่อนตำแหน่งในกองทัพไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะทหารที่มาจากชนบท
ไม่มีเส้นสาย ไม่มีคนหนุนหลัง เว้นแต่จะมีผลงานทางทหารมากพอ ไม่อย่างนั้นก็หมดหวัง
ถ้ามันง่ายขนาดนั้น เขาคงไม่เห็นว่าไม่มีหวังได้เลื่อนตำแหน่ง แล้วอาศัยอาการบาดเจ็บปลดประจำการกลับมา
ฉินซิวจื้อรู้เรื่องของน้องสี่ไม่มากนัก เพราะฉินซิวหย่วนไม่ใช่คนช่างพูด ทั้งยังไม่ชอบอวดอะไรด้วย
ก่อนหน้านี้ครอบครัวของพวกเขาคิดมาตลอดว่าฉินซิวหย่วนเป็นแค่ผู้บังคับหมวด จนกระทั่งครั้งที่เขากลับมาดูตัว พวกเขาถึงรู้ว่าเขาเป็นผู้บังคับกองพันแล้ว
พูดตามตรง พวกเขาก็ประหลาดใจมากเหมือนกัน
เจ้าหน้าที่หลิวตั้งสติ “สหายฉิน น้องชายคุณอายุเท่าไร?”
พี่สามฉินตอบ “26 ครับ”
ผู้บังคับกองพันที่อายุน้อยขนาดนี้ อนาคตต้องก้าวหน้าได้ไกลแน่
เจ้าหน้าที่หลิวสูดหายใจลึก คนเราเทียบกันแล้วชวนให้โมโหจริง ๆ
เขาก้าวขึ้นจักรยานก่อนใคร “ออกเดินทาง ไปจับผู้ต้องสงสัยฉินเย่าจู่!”
*****
บ้านฉินซิวจื้อในหมู่บ้านตระกูลฉิน
เด็กชายสองคน คนหนึ่งตัวโตคนหนึ่งตัวเล็ก กำลังเล่นของเล่นด้วยกัน
เด็กชายตัวโตอายุ 8 ขวบ เป็นฉินฮ่าวเจี๋ย ลูกชายคนโตของฉินซิวจื้อ
ส่วนเจ้าตัวน้อยแก้มยุ้ยน่ารักก็คือซาลาเปาน้อย
ซาลาเปาน้อยอายุ 3 ขวบเต็มตามการนับแบบจีน แต่เพิ่ง 1 ขวบ 10 เดือนตามอายุจริง เขาลูบท้องตัวเอง
ท้องร้องจ๊อก ๆ แล้ว!
ถึงเวลากลับบ้านไปกินข้าวแล้ว
ซาลาเปาน้อยลุกขึ้นตุ้บตั้บ แล้วหันไปพูดกับซุนเหม่ยหลันด้วยเสียงอ้อแอ้ว่า “แม่สามครับ ท้องผมหิวแล้ว ผมจะกลับบ้านไปกินข้าวแล้วนะ”
พูดจบเจ้าตัวน้อยก็เดินไปทางประตู
ซุนเหม่ยหลันรีบก้าวไปขวางซาลาเปาน้อยไว้
“ซาลาเปาน้อย วันนี้อยู่กินข้าวบ้านแม่สามดีไหม?”
ซาลาเปาน้อยเป็นเด็กมีมารยาท เพราะแม่เคยบอกว่า พอถึงเวลากินข้าวก็ต้องกลับบ้านไปกิน
เขาจึงส่ายหน้า “แม่บอกว่าพอท้องหิวก็ต้องกลับบ้านไปกินข้าว”
ซุนเหม่ยหลันไม่กล้าปล่อยเจ้าตัวน้อยกลับบ้าน ถ้ากลับไปแล้วพบว่าแม่ไม่อยู่บ้าน คงร้องไห้จ้าแน่
“แม่สามทำไข่ตุ๋นให้กินดีไหม?”
พอซาลาเปาน้อยได้ยินคำว่าไข่ตุ๋น ดวงตาก็เป็นประกาย
เขาอยากกินไข่ตุ๋น
แต่เจ้าตัวน้อยก็ยังลังเลอยู่บ้าง
“แต่แม่บอกว่าต้องกลับบ้านไปกินข้าว”
ซุนเหม่ยหลันมองเจ้าตัวน้อยน่ารักด้วยความเอ็นดู “วันนี้อยู่กินข้าวบ้านแม่สามนะ ตอนกลางคืนก็นอนกับพี่ชายด้วย ซาลาเปาน้อยไม่อยากนอนกับพี่ชายหรือ?”
บ้านซาลาเปาน้อยมีเขาเป็นลูกคนเดียว เขาเองก็อยากนอนกับพี่ชายเหมือนกัน
เขาสนใจข้อเสนอของซุนเหม่ยหลันไม่น้อย
จึงพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
“อยากครับ”
เสียงนุ่มนิ่มทำให้หัวใจของซุนเหม่ยหลันอ่อนยวบลงไปอีก
“งั้นก็ดีเลย ซาลาเปาน้อยไปเล่นกับพี่ต่อเถอะ แม่สามจะไปทำไข่ตุ๋นให้”
ซาลาเปาน้อยพยักหน้า ตอนซุนเหม่ยหลันหันหลังเดินเข้าครัว ก็ได้ยินฮ่าวเจี๋ยถามว่า “ซาลาเปาน้อย จะไปฉี่หรือ?”
ซุนเหม่ยหลันเห็นซาลาเปาน้อยเดินไปถึงหน้าประตูใหญ่แล้ว
เธอตกใจ รีบก้าวไปขวางเขาไว้
สีหน้าตื่นตระหนกเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม “ซาลาเปาน้อย จะไปไหนจ๊ะ?”
ซาลาเปาน้อยตอบด้วยเสียงอ้อแอ้ “ผมจะกลับไปบอกแม่ว่าอยู่กินข้าวบ้านแม่สามครับ”
ซุนเหม่ยหลันอุ้มซาลาเปาน้อยขึ้นมาทันที
“ซาลาเปาน้อยเล่นกับพี่ไปเถอะ เดี๋ยวแม่สามไปบอกแม่ให้เอง”
ซาลาเปาน้อยไม่รู้ว่าแม่สามเป็นอะไรไป จึงพยักหน้าอย่างงุนงงน่าเอ็นดู
