ซูหนัวหานชะงักฝีเท้า ก่อนค่อย ๆ หันกลับมา บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวานที่ไม่เข้ากับแววตาแม้แต่น้อย “ยังมีธุระอะไรอีกหรือ?”
ซูเย่าหยางแค่นเสียงเย็นชา “คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
ได้ยินดังนั้น ซูหนัวหานก็หัวเราะเยาะ “คุกเข่า? คุณมีฐานะอะไรถึงมาสั่งให้ฉันคุกเข่า? เป็นฮ่องเต้หรือไง?”
“ก็เพราะฉันเป็นพ่อของแก!” ซูเย่าหยางแทบจะตะโกนออกมา
“พ่อของฉันหรือ?” ซูหนัวหานเลิกคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง “ผู้จัดการโรงงานซู คุณคงเป็นคนสำคัญจนขี้ลืมสินะ วันนี้เราไม่ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้วหรือ?”
“บังอาจ!” เส้นเลือดตรงขมับของซูเย่าหยางกระตุก “ตราบใดที่ทะเบียนบ้านของแกยังอยู่ในตระกูลซู แกก็ยังเป็นลูกสาวของฉัน ซูเย่าหยาง! ฉันสั่งให้แกทำอะไร แกก็ต้องทำ!”
ซูหนัวหานได้ยินแล้วก็หัวเราะพรืดออกมา “ฉันว่า...ฉันให้เกียรติพวกคุณมากเกินไปหรือเปล่า? ยังจะพูดอีกว่า ‘ฉันสั่งให้ทำอะไร แกก็ต้องทำ’ พวกคุณมีสิทธิ์อะไร?”
“แก...แกมันลูกอกตัญญู! วันนี้ฉันจะตีแกให้ตาย!” คำพูดนั้นทำให้ซูเย่าหยางโมโหจนขาดสติไปชั่วขณะ
เขาเดินวนไปมาในห้องรับแขกอย่างกระวนกระวาย ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกขังและกำลังเดือดดาล คล้ายกำลังมองหา “อาวุธ” ที่เหมาะมือ
ครู่ต่อมา เขาก็ถือไม้ตีผ้าทำจากไม้เนื้อแข็ง เดินพรวดเข้ามาหาซูหนัวหาน ปลายไม้ชี้จ่อใบหน้าเธอ น้ำเสียงดุดัน “จะคุกเข่าหรือไม่คุกเข่า?”
เมื่อเห็นเช่นนั้น รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าซูหนัวหานก็จางหาย สีหน้าเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง แววตาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย “ถ้าไม่อยากลงเอยเหมือนพวกเธอ ฉันแนะนำว่าคุณอย่าลงมือจะดีกว่า”
ขณะพูด เธอจงใจปรายตามองไปทางหลินวานฟางกับซูเนี่ยนเวยที่กำลังช่วยกันพยุงตัวลุกขึ้นอยู่ข้าง ๆ
