ตู้โดยสารกลับมาสงบอีกครั้ง
เหลือเพียงเสียงรถไฟกระทบรางเป็นจังหวะ กับเสียงพูดคุยเบา ๆ ของผู้โดยสารบางคน
ซูหนัวหานจิบน้ำหนึ่งคำ กินแผ่นแป้งทอดที่หวังชูอี้ให้มาสองสามคำ แล้วพูดคุยเสียงเบากับหวังชูอี้อยู่ครู่หนึ่ง
ความง่วงถาโถมเข้ามา ซูหนัวหานจึงเอนพิงข้างหน้าต่าง ตั้งใจหลับตาพักสายตาสักครู่
ในตอนนั้นเอง
ตำรวจรถไฟสองคนนั้นก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง สีหน้าเคร่งเครียดและดูร้อนรนอยู่ไม่น้อย
ตำรวจรถไฟคนหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าเอ่ยถามเสียงดังขึ้นว่า “สหายทุกท่าน ขอรบกวนสักครู่ครับ! มีใครฟังภาษาเยอรมันรู้เรื่องบ้างไหมครับ มีเหตุฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลือ”
เมื่อผู้คนในตู้โดยสารได้ยิน ต่างก็หันมองหน้ากัน ใบหน้าส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความงุนงง
ในยุคนี้ แค่รู้หนังสือก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว คนที่รู้ภาษาต่างประเทศมีไม่มาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาษาเยอรมัน
ซูหนัวหานที่สติกำลังเลือนราง พอได้ยินคำว่าเหตุฉุกเฉิน สติก็กลับมาแจ่มชัดทันที ขนตายาวสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาคู่สวยเย็นชาขึ้น
หวังชูอี้พึมพำเสียงเบาอยู่ข้าง ๆ “ภาษาเยอรมันเหรอ ใครจะฟังออกกันล่ะ... เดาว่าคงไม่มีใครรู้หรอก!”
หลี่ซิ่วเจวียนที่นั่งเยื้องฝั่งตรงข้ามเบ้ปาก ดูเหมือนอยากแสดงความรู้ของตัวเองสักหน่อย แต่ก็ไม่รู้จริง ๆ จึงได้แต่หันหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์
เมื่อตำรวจรถไฟเห็นว่าไม่มีใครตอบ สีหน้าก็ยิ่งร้อนใจขึ้น เขาถามซ้ำอีกครั้งว่า “สหายทุกท่าน สถานการณ์ฉุกเฉินมาก หากใครฟังออก ขอความกรุณาช่วยด้วยนะครับ! ขอแค่ช่วยได้ ทางเราจะบันทึกความดีความชอบให้”
เขาถามซ้ำอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าในตู้โดยสารยังไม่มีใครตอบ จึงเตรียมตัวจากไปอย่างผิดหวัง เพื่อไปยังตู้ถัดไป
