คฤหาสน์ตระกูลลู่
พ่อบ้านรับคำสั่งแล้วไม่กล้ารอช้า รีบเรียกบ่าวไพร่ทุกคนในจวนที่พอจะออกไปทำธุระได้มารวมตัวกันทันที
“ทุกคนฟังให้ดี!” พ่อบ้านยืนอยู่ในลานด้านหน้า กดเสียงต่ำ ทว่าน้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “ฮูหยินมีคำสั่ง ให้ตามหาเด็กหญิงคนหนึ่ง เกิดปีอี้เหม่า เดือนจี่เหม่า วันอี้เหม่า ยามจี่เหม่า เด็กคนนั้นปีนี้น่าจะอายุหกขวบ ผู้ใดหาเจอจะได้รับรางวัลอย่างงาม!”
เหล่าบ่าวไพร่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“นี่... จะตามหาได้อย่างไรขอรับ” บ่าวหนุ่มคนหนึ่งเกาศีรษะ “พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านไหนมีลูกสาว”
“ก็ไปถาม!” พ่อบ้านถลึงตา “เริ่มจากไปตรวจทะเบียนราษฎรที่หน่วยปกครองในเมือง แล้วไปถามหัวหน้าหมู่บ้านทุกแห่งให้ทั่ว ร้านขายยาก็ไปถามว่าช่วงหลายปีมานี้มีบ้านไหนเคยมาซื้อยาให้เด็กหญิงอายุหกขวบหรือไม่ มีเบาะแสแม้เพียงน้อยนิดก็ห้ามพลาด! ทั้งแผงน้ำชา ร้านอาหาร และโรงเตี๊ยมในเมือง สตรีกับเด็กที่อพยพหนีภัยมาก็จับตาดูให้ดี แล้วถามให้ครบทุกคน!”
ทุกคนรับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไปอย่างเร่งรีบ มุ่งหน้าเข้าสู่ตรอกซอกซอยในเมืองชิงสุ่ยเจิ้น
นางนมโจวเองก็ไม่อยู่เฉย นางเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าผ้าฝ้ายสีเขียวเรียบง่าย ปกปิดท่วงท่าสง่างามของนางนมในคฤหาสน์ไว้ พาเพียงสาวใช้ตัวน้อยที่แต่งกายเรียบง่ายเช่นกัน มุ่งหน้าไปยังตลาดที่คึกคักที่สุดในเมือง ระหว่างทางก็คอยสอดส่ายสายตาไปทั่ว ทุกครั้งที่เห็นเด็กหญิงอายุราวห้าหกขวบ นางจะหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามถึงอายุและที่มาสักสองสามคำ ตั้งแต่หัวถนนจนถึงท้ายถนน นางถามไปแล้วกว่าสิบครัวเรือน แต่ก็ยังไม่ได้เบาะแสแม้แต่น้อย คิ้วจึงขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเดินมาถึงหน้าร้านฮุยชุนถัง ฝีเท้าของนางก็พลันชะงักลง
บนแผ่นหินเขียวใต้บันไดร้านขายยา มีหญิงร่างผอมโซนั่งอยู่คนหนึ่ง ในอ้อมแขนกอดเด็กชายวัยสี่ห้าขวบไว้แน่น ใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กแดงก่ำเพราะพิษไข้ ดวงตาทั้งสองปิดสนิท ริมฝีปากแห้งแตกจนลอกเป็นขุย แม้แต่แรงครางก็ไม่มี มองปราดเดียวก็รู้ว่าป่วยหนัก ข้างกายหญิงผู้นั้นยังมีเด็กหญิงตัวเล็กผอมบางยืนอยู่ ผมถักเป็นเปียเล็กสองข้างอย่างหลวม ๆ ปลายผมเปื้อนจุดโคลน เสื้อผ้าบนร่างปะชุนเป็นชั้น ๆ แต่ยังซักสะอาดอยู่ เด็กหญิงยืนนิ่งเงียบ ไม่โวยวายหรือส่งเสียง บางครั้งก็ยื่นมือไปเช็ดน้ำตาที่หางตาของหญิงผู้นั้น ร่างเล็กยืดตรง อายุราวห้าหกขวบพอดี เป็นวัยที่พวกนางกำลังตามหา
หัวใจของนางนมโจวเต้นกระตุก นางข่มความร้อนใจแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไป ย่อตัวลงตรงหน้าหญิงผู้นั้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่สาว เด็กเป็นไข้มาหลายวันแล้วหรือ?”
หญิงผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ขอบตาบวมแดง ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและสิ้นหวัง เมื่อเห็นว่าเป็นนางนมชราผู้มีสีหน้าเป็นมิตร ก็พยักหน้าอย่างเลื่อนลอย “ใช่... ลูกชายคนเล็กของข้า เป็นไข้มาสามวันสามคืนแล้ว ป้อนน้ำก็กลืนไม่ลง หากไม่ได้กินยา เกรงว่า... เกรงว่าจะทนไม่ไหวแล้ว...” พูดไปเสียงก็สะอื้นขึ้นมา
นางนมโจวพยักหน้า สายตาเหลือบไปยังเด็กหญิงข้างกาย แต่แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ เอ่ยถามอย่างเป็นธรรมชาติ “นี่คือลูกสาวคนโตของพี่สาวหรือ? ดูเรียบร้อยน่ารักนัก ปีนี้อายุเท่าใดแล้ว?”
หญิงผู้นั้นเช็ดน้ำตาแล้วพยักหน้าอีกครั้ง “ใช่ ชื่อชิงชิง ปีนี้เพิ่งครบหกขวบ”
หกขวบ
หัวใจของนางนมโจวเต้นเร็วขึ้นฉับพลัน มือกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทว่าสีหน้ายังคงสงบนิ่ง เพียงถอนหายใจเบา ๆ น้ำเสียงเจือความเวทนาอยู่หลายส่วน “ดูจากสภาพของพวกเจ้า คงอพยพหนีภัยมาสินะ? พาเด็กสองคนเดินทางมาไกล คงลำบากไม่น้อย”
คำพูดนี้กระทบใจหญิงผู้นั้นอย่างจัง น้ำตาพลันเอ่อทะลัก นางยกมือปิดหน้าสะอื้นไห้เสียงเบา พูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารัว ๆ
นางนมโจวรอให้นางร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยเอ่ยขึ้นพลางมองหญิงผู้นั้นอย่างแน่วแน่ “พี่สาว ข้าขอบอกตามตรง ที่ข้าถามอายุเด็กก็มีเหตุผลอยู่ นายท่านของข้ามาจากเมืองหลวง กำลังหาตัวเด็กหญิงอายุหกขวบสักคนเข้าไปทำงานในจวน คอยรับใช้คุณชายน้อยอ่านหนังสือและเป็นเพื่อนเล่น ขอเพียงเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายรู้ความ ข้าเห็นว่าเด็กคนนี้หน้าตาสะอาดสะอ้าน นิสัยก็สุขุม ข้าถูกชะตานางอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ไม่รู้ว่าแปดอักษรของเด็กคนนี้เป็นเช่นไร หากถูกชะตากันและแปดอักษรเข้ากันได้ ก็ถือเป็นวาสนาของนาง”
หญิงผู้นั้นชะงักไป เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าจะถูกถามเรื่องนี้ นางลังเลอยู่ชั่วครู่ เมื่อเห็นว่านางนมชราตรงหน้าไม่น่าจะเป็นคนร้าย ในที่สุดก็ยอมบอกตามจริง “เกิดปีอี้เหม่า เดือนจี่เหม่า วันอี้เหม่า ยามจี่เหม่า”
ไม่ผิดแม้แต่คำเดียว นี่คือสี่เสาล้วนเป็นหยินที่ฮูหยินกำลังตามหา!
นางนมโจวรู้สึกราวกับก้อนหินหนักในใจหล่นลงพื้น อารมณ์พลุ่งพล่านถูกกดเอาไว้ รอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งกว้างขึ้น ทว่าภายในรอยยิ้มนั้นแฝงความอ่อนโยนที่จงใจแสดงอยู่หลายส่วน “ช่างบังเอิญจริง ๆ! แปดอักษรนี้ตรงกับความต้องการของนายท่านข้าพอดี! พี่สาว ดูลูกชายของพี่สิ ป่วยหนักถึงเพียงนี้ หากชักช้าอีกจะทำอย่างไรดี? แต่ตอนนี้พี่คงไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อยาแล้วกระมัง?”
เสียงร้องไห้ของหญิงผู้นั้นพลันหยุดลง นางมองนางนมโจว แววแห่งความหวังวาบขึ้นในดวงตา ก่อนจะหม่นลงอย่างรวดเร็ว นางก้มหน้า น้ำเสียงแหบแห้งอย่างยิ่ง “จะมีเงินที่ไหน... ระหว่างหนีภัย เงินติดตัวก็ใช้หมดไปนานแล้ว พ่อของเด็กออกไปหางานทำ ครึ่งค่อนวันก็ยังหาไม่ได้ ข้า... ข้าจนปัญญาแล้วจริง ๆ...”
นางนมโจวล้วงเงินแท่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ หนักราวสิบตำลึง เงินแท่งสะท้อนแสงเย็นเยียบใต้แสงฤดูใบไม้ร่วง จากนั้นนางก็หยิบเงินเศษอีกหลายก้อนออกมารวมกัน เป็นเงินถึงยี่สิบตำลึง แล้ววางลงบนแผ่นหินเขียวตรงหน้าหญิงผู้นั้นเบา ๆ “พี่สาว ข้าเป็นนางนมของตระกูลลู่ในเมือง ตระกูลลู่เป็นตระกูลใหญ่จากเมืองหลวง แม้กฎในจวนจะเข้มงวด แต่ไม่เคยปฏิบัติต่อบ่าวไพร่อย่างไม่เป็นธรรม หากชิงชิงยินดีไปกับข้า ต่อไปค่าใช้จ่ายเรื่องกินอยู่ล้วนเป็นของจวน เสื้อผ้าก็ได้สวมผ้าเนื้อดี ได้กินข้าวขาว อีกทั้งยังมีเงินเดือนให้ทุกเดือน ไม่ต้องติดตามพวกเจ้าหนีภัยและทนลำบากอีก เงินยี่สิบตำลึงนี้ พี่เอาไปซื้อยาให้ลูกก่อน ส่วนที่เหลือก็หาที่พักให้เป็นหลักแหล่ง ให้พ่อเด็กหางานที่มั่นคงทำ แล้วใช้ชีวิตให้ดีเถิด”
หญิงผู้นั้นจ้องเงินก้อนใหญ่บนแผ่นหินจนตาไม่กะพริบ เงินยี่สิบตำลึงมากพอให้พวกนางแม่ลูกสามคนกินใช้ได้ถึงสองปี โรคของลูกชายก็มีทางรักษาแล้ว! ทว่านางหันไปมองเสินชิงชิงที่ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสุกใสของบุตรสาวกำลังมองนาง ไม่มีแววหวาดกลัว มีเพียงความสับสนเลือนราง หัวใจของหญิงผู้นั้นราวกับถูกมีดทื่อกรีดอย่างแรง เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก ริมฝีปากสั่นระริก ครู่ใหญ่ก็พูดไม่ออก
นางอยากปฏิเสธ อยากพาลูกทั้งสองคนอยู่ด้วยกันและฝ่าฟันไปให้ได้ ทว่าเมื่อก้มมองลูกชายคนเล็กในอ้อมแขนที่ร่อแร่ใกล้สิ้นใจ ความคิดนั้นก็ถูกดับลงในพริบตา นางปล่อยให้ลูกชายตายไม่ได้ ต่อให้... ต่อให้ต้องส่งบุตรสาวไปก็ตาม
เสินชิงชิงดึงชายเสื้อของหญิงผู้นั้นเบา ๆ เสียงเล็ก ๆ แผ่วบางแต่ชัดเจนอย่างยิ่ง “ท่านแม่”
หญิงผู้นั้นก้มมองบุตรสาว น้ำตาพลันเอ่อขึ้นมาอีก นางรวบตัวเด็กหญิงเข้ามากอดแน่น ราวกับต้องการหลอมร่างนางเข้าไปในกระดูกและสายเลือด ทั้งร่างสั่นเทาควบคุมไม่อยู่ “ชิงชิง... ชิงชิง ท่านแม่... ท่านแม่ขอโทษเจ้า...”
เสินชิงชิงถูกมารดากอดไว้ มือเล็ก ๆ ตบแผ่นหลังของนางเบา ๆ เช่นเดียวกับที่มารดาเคยปลอบนางในวันวาน เด็กหญิงเงยหน้ามองดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้ของหญิงผู้นั้น แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านแม่ โรคของน้องชาย ถ้ามีเงินพวกนี้ก็จะรักษาหายใช่หรือไม่?”
หญิงผู้นั้นพยักหน้ารัว น้ำตาหยดลงบนกระหม่อมของเสินชิงชิง “หาย หายแน่นอน ชิงชิง น้องชายจะรอดแล้ว...”
“เช่นนั้นก็ดี” เสินชิงชิงพยักหน้า บนใบหน้าเล็ก ๆ ไม่ปรากฏอารมณ์มากนัก มีเพียงแววผิดหวังจาง ๆ ที่ยากจะสังเกตเห็นวูบผ่านดวงตา ก่อนจะถามต่อ “ถ้าอย่างนั้น ต่อไปเมื่อท่านแม่มีเงินแล้ว จะมารับข้าหรือไม่?”
“รับ! ต้องมารับแน่นอน!” หญิงผู้นั้นรีบรับปาก พลางประคองใบหน้าเล็กของบุตรสาว เอ่ยทีละคำอย่างหนักแน่นยิ่ง “รอให้ท่านแม่ตั้งหลักได้ หาเงินได้แล้ว จะรีบมารับชิงชิงกลับบ้านทันที ท่านแม่จะไม่แยกจากชิงชิงอีกแล้ว!”
เสินชิงชิงสบตากับมารดา เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขานรับเบา ๆ ว่า “อืม” แล้วเอื้อมมือเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของหญิงผู้นั้น นิ้วเล็ก ๆ ลูบผ่านแก้มกร้านของมารดาอย่างอ่อนโยน “ท่านแม่อย่าร้องไห้เลย โรคของน้องชายสำคัญกว่า ข้าไปกับนางนม น้องชายก็จะได้กินยา ท่านแม่ก็ไม่ต้องคุกเข่าอ้อนวอนใครแล้ว”
หญิงผู้นั้นกอดบุตรสาวไว้ ร้องไห้ราวกับใจจะขาด ถ้อยคำมากมายติดอยู่ในลำคอ สุดท้ายกลับเหลือเพียงประโยคสะอื้นว่า “ชิงชิง... ชิงชิง เจ้าต้องอยู่ให้ดี...”
เสินชิงชิงพยักหน้า ผละออกจากอ้อมกอดของมารดาแล้วยืนตัวตรง มองไปทางนางนมโจว “นางนม ข้าจะไปกับท่าน”
นางนมโจวถอนหายใจโล่งอก รอยยิ้มจริงใจปรากฏบนใบหน้า นางโน้มตัวลงหมายจะจูงมือเด็กหญิง แต่เมื่อเห็นมือเล็ก ๆ กำชายเสื้อไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ในที่สุดก็ชะลอท่าทีลง แล้วค่อย ๆ พานางไป “เด็กดี พวกเราไปกันเถิด”
นางยัดเงินใส่มือหญิงผู้นั้นอีกครั้ง พลางกำชับว่า “พี่สาว รีบพาเด็กเข้าไปซื้อยาเถิด อย่ามัวชักช้าอีกเลย”
หญิงผู้นั้นกำเงินไว้ มือยังคงสั่นเทา นางมองแผ่นหลังของเสินชิงชิง จู่ ๆ ก็ทรุดเข่าลงกับพื้นดังตุบ แล้วก้มศีรษะคำนับไปทางนางนมโจวกับเสินชิงชิง หน้าผากกระแทกแผ่นหินเขียวเกิดเสียงทึบ “รบกวนนางนมช่วยดูแลชิงชิงของข้าด้วย! ข้า... ข้าจะจดจำบุญคุณของท่านไว้!”
นางนมโจวรีบเข้าไปประคองนางขึ้น “รีบลุกเถิด รีบซื้อยาให้เด็กสำคัญกว่า นับเป็นวาสนาต่อกันทั้งนั้น”
หญิงผู้นั้นลุกขึ้น อุ้มลูกชายเดินเข้าไปในร้านขายยา เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมาทันควัน มองไปทางเสินชิงชิง
