หลินตูเว่ยเห็นแม่ทัพเซี่ยมาถึง ก็รีบสั่งให้คนนำโจรภูเขากลุ่มหนึ่งที่ใบหน้าบวมปูดจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ออกมา
พอเห็นภาพนั้น เซี่ยฉงกับคนอื่น ๆ ก็สะดุ้งตกใจ
“นี่มันตัวอะไรกัน!”
“โอ๊ยแม่เจ้า ไปแหย่รังต่อมาหรือไร? ใบหน้าบวมจนมองไม่ออกแล้ว”
พวกโจรภูเขาเจ็บปวดจนแทบขาดใจ
หลินตูเว่ยกระแอมเสียงหนึ่ง “พวกนี้คือโจรภูเขาที่เฝ้าเหมืองเงิน ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ ก็มีฝูงต่อปรากฏขึ้น แถมยังเลือกต่อยเฉพาะโจรภูเขา คนงานเหมืองที่อยู่ด้วยกันกลับไม่เป็นอะไรเลย”
เซี่ยฉงกวาดตามองพวกโจรภูเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ไปเรียกคนมาสักหน่อย พาพวกโจรภูเขาเหล่านี้ไปจวนเจ้าเมืองแลกเงิน เหมือนพวกก่อนหน้านี้!”
จะว่าไปแล้ว โจรภูเขาที่เหมืองเงินนี่ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน ตรงนั้นบวมเป็นก้อน ตรงนี้ก็ปูดขึ้นมา ใบหน้าบวมจนแม้แต่มารดายังจำไม่ได้
แต่ในเมื่อเป็นโจรภูเขา จะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขา เจ็บจนตายก็สมควรแล้ว
จัดการพวกโจรภูเขาเสร็จ เซี่ยฉงก็กล่าวต่อ “แจกเงินให้คนงานเหมืองทุกคน คนละ 20 ตำลึง”
คนเหล่านี้ถูกจับมาอย่างโชคร้าย สิ่งที่เซี่ยฉงทำได้ก็มีเพียงชดเชยเงินให้เล็กน้อย
“ส่วนเสบียงที่ยึดมาจากพวกโจรภูเขา ก็แบ่งให้ทุกคนคนละ 50 ชั่ง”
“ขอรับ!”
แม้แม่ทัพของพวกเขาจะดูดุดันน่าเกรงขาม ทว่าแท้จริงแล้วกลับเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาและห่วงใยราษฎรที่สุด
คนงานเหมืองได้ฟังข่าวนี้ก็หลั่งน้ำตาด้วยความยินดี
พวกเขาไม่คิดเลยว่าตนจะยังได้เงินกับเสบียง จึงคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยามนี้เข่อเข่อเองก็ตื่นเต้นจนแทบคลุ้มคลั่ง
“เจ้าหนู แต้มบุญเพิ่มขึ้นไม่หยุดเลย รวยแล้ว รวยแล้ว! พ่อเจ้าเที่ยวนี้ทำได้ดีมาก แน่นอนว่าเจ้าหนูก็เก่งที่สุดด้วย!”
แต้มบุญของฉินหว่านหว่านเพิ่มขึ้นอีกสามร้อยกว่า มากกว่าครั้งปราบโจรหนแรกเสียอีก
ที่สำคัญคือคราวนี้ช่วยคนไว้ได้มาก ทั้งยังช่วยครอบครัวอีกนับไม่ถ้วนทางอ้อม
“หากราชสำนักส่งคนที่มีคุณธรรมเที่ยงตรงมา กวาดล้างขุนนางทุจริตแถวนี้ให้สิ้น แล้วแบ่งที่นาให้ราษฎร แต้มบุญของเจ้าคงเพิ่มขึ้นอีกระลอกแน่”
ฉินหว่านหว่านกะพริบตาปริบ ๆ นางรู้สึกว่าตนไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับได้แต้มบุญมากมายเพียงนี้
