เซี่ยฉงหักครึ่งหนึ่งส่งให้นาง เด็กน้อยใช้สองมืออวบน้อยถือไว้แล้วอดใจไม่ไหวอ้าปากงับทันที
ขนมปังไม่ยอมปริแม้แต่น้อย ฟันซี่เล็กแทบจะหลุดไปด้วย
ฉินหว่านหว่านเอามือกุมปาก นัยน์ตาโตแดงก่ำกับหยาดน้ำตาที่ร่วงพรูราวกับลูกปัด
เซี่ยฉงฉวยขนมปังแข็งปานหินในมือนางมา “ข้าบอกแล้ว ว่าเจ้ากินไม่ได้”
ฉินหว่านหว่านส่งเสียงสะอื้นน่าสงสารสองที
“เจ็บฟันยิ่งนัก”
เซี่ยฉงคิดในใจว่าเด็กน้อยนี่ช่างเป็นตัวปัญหา แถมยังโง่เง่าเสียอีก
ฝ่ามือหยาบกร้านของเขาบีบกระพุ้งแก้มนุ่มนิ่มของเด็กน้อยเบาๆ ยามสัมผัสนิ้วมือลงบนเนื้อนิ่มก็เกิดรอยบุ๋มน้อยๆ น่าเอ็นดูขึ้นสองรอยทันที
เซี่ยฉงแทบสะบัดมือหนี เขารู้สึกว่าแม้แต่ใบหน้าน้อยนี่ก็อาจถูกมือของเขาบดขยี้จนแหลกง่ายดาย
“อ้าปาก”
ฉินหว่านหว่านยอมอ้าปากอย่างว่าง่าย ริมฝีปากน้อยนุ่มอิ่มสีชมพู ฟันเรียงตัวเป็นระเบียบสะอาดเอี่ยม
“ไม่โยก อีกประเดี๋ยวก็ดี”
ฉินหว่านหว่านครางอืมอย่างหงอยเหงา
“ท่านแม่ทัพ โจ๊กสุกแล้วขอรับ”
พวกเขาล้วนกินเสบียงแห้งกันทั้งนั้น แต่บัดนี้มีเด็กน้อยเพิ่มอีกคน เสบียงแห้งนี้จึงกินไม่ได้ ต้องต้มโจ๊กให้โดยเฉพาะ
“ขอบใจ”
พอหายปวดฟันลงบ้างแล้ว เด็กน้อยก็กล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาทยิ่ง
ทว่าชามนั้นร้อนเกิน ฉินหว่านหว่านจึงมองไปทางท่านพ่อ
เซี่ยฉงอยากนักที่จักแสร้งทำเป็นไม่เห็นแววตาของนาง
“ท่านพ่อ ชามร้อน”
ไม่เป็นไร หว่านหว่านหน้าหนาแถมไม่ถือตนว่าเป็นคนนอกเลยสักนิด
นางยกสองมือน้อยของตนขึ้น ยื่นไปตรงหน้าเซี่ยฉงอย่างดื้อดึง ใช้กิริยาอธิบายว่ามือของนางกลัวร้อน
ดวงตาที่ใสกระจ่างดุจไข่มุกฉายแววมีชีวิตชีวา ราวกับกำลังบอกกล่าว
“ท่านพ่อถือให้หน่อย” เด็กน้อยน่าเอ็นดูคลอเคลียเซี่ยฉง เสียงนุ่มนิ่มออดอ้อน
“มีคนคอยถือให้เจ้า ข้าไม่มีเวลามาก”
“ท่านพ่อ ท่านถือให้หน่อยเถิด”
ท้ายที่สุด ท่าทีของเซี่ยฉงก็ดูมิสู้ดีนักยามถือชาม เด็กน้อยยืนอยู่ตรงหน้าเขา มือน้อยถือช้อนตักกินไปทีละนิดด้วยตนเอง
โจ๊กมีรสหวานเล็กน้อย ฉินหว่านหว่านกินไปสองคำก็ยกช้อนขึ้นเขย่งปลายเท้าอยากป้อนท่านพ่อของนาง
“ท่านพ่อกินบ้าง” นางมองเซี่ยฉงดั่งเด็กน้อยน่าสงสาร
ท่านพ่อกินอะไรกันนั่น ฟันจะหักอยู่แล้ว
เซี่ยฉงทำหน้าเย็นชา “ไม่กิน”
เขาไม่เข้าใจเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ยังเกรงกลัวยามเขาทำหน้าเย็นชา
เซี่ยฉงไม่เพียงตัวสูงใหญ่ ภายนอกยังดูดุอย่างยิ่ง
อีกทั้งด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบที่หลงเหลือบนใบหน้าจากสงคราม ยิ่งแลเห็นดุดันเป็นพิเศษ
แต่โดยแท้แล้วเขาจัดเป็นรูปโฉมแข็งแกร่ง คิ้วเข้มดั่งหมึก นัยน์ตาดุจดาว เครื่องหน้าคมคาย ลายแผลเป็นที่เหลืออยู่แม้จะน่าเกรงขาม ทว่ามองโดยรวมก็หาได้ยากแก่ตาไม่ กลับยิ่งเพิ่มความงามเยี่ยงอสูร
ยามเขาทำหน้าเย็นชา อย่าว่าแต่เด็กน้อยเลย หมาก็ยังลอบหางหนีไป
เด็กพวกนั้นเห็นเขาเข้าก็ยิ่งร้องไห้โวยวาย
แล้วเด็กคนนี้มันอันใดกัน ไม่กลัวเขาเลยยังเรียกเขาว่าพ่อ หนำซ้ำยังมายุ่งสั่งให้เขาทำนั่นนี่อีก
ช่างได้คืบจักเอาศอกเสียจริง
“ท่านพ่อกินบ้าง”
ครั้งนี้เด็กน้อยดื้อรั้นยิ่ง มิยอมกินนางก็ชูช้อนค้างไว้มิยอมลด
“ท่านพ่อ แขนหว่านหว่านเมื่อย เจ็บ”
“เจ้าหามาเอง ปล่อยลงสิ”
ฉินหว่านหว่าน “ท่านพ่อกินสักคำ หว่านหว่านก็จะปล่อยลงแล้ว”
เซี่ยฉงก็ยังยอมกินจนได้ เจ้าตัวเล็กนี่มาจากไหนกัน ทำพิธีพิเกณฑ์เสียจริง!
โจ๊กหนึ่งชามถูกฉินหว่านหว่านกินสองคำพลางป้อนท่านพ่อหนึ่งคำ จนหมดสิ้นเรียบร้อย
เข่อเข่อบินกลับมาแล้ว ยังคาบผลไม้มาให้ฉินหว่านหว่านเป็นพวง
เซี่ยฉงชายตามองนกตัวนั้น รู้จักหาเสบียงด้วยหรือ
ฉินหว่านหว่านกินผลน้อยเองหนึ่งลูก ให้เข่อเข่อหนึ่งลูก แล้วส่งให้ท่านพ่ออีกลูก
คนอื่นแกล้งแหย่ขอผลไม้จากนาง นางไม่ให้เลยสักลูก
ผลไม้ของนางก็มิได้มีมากนี่!
กองกำลังจัดเตรียมพร้อมแล้วจึงออกเดินทาง
เซี่ยฉงมิอยากอุ้มฉินหว่านหว่าน ให้ผู้อื่นอุ้มแทน
ฉินหว่านหว่านร้องไห้ขึ้นทันใด ร้องไห้น่าสมเพชประหนึ่งถูกพ่อนางแม่นางแท้ๆ ทอดทิ้ง ช่างน่าสงสารนัก เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนดูมิลง
“มิฉะนั้น ท่านแม่ทัพโปรดอุ้มนางต่อเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยเห็นนางอยู่ข้างท่านมิร้องมิอาละวาด ก็นับว่าว่าง่ายทีเดียว”
มิกล่าวถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของเซี่ยฉงเลย แม้แต่ม้าก็ยังรู้สึกตำหนิเขา หันมาจับชายเสื้อของเขางับอีกครั้ง
เซี่ยฉง …………
เขาพลางครุ่นคิดว่าเป็นเพราะตนเข่นฆ่ามามากเกินไป ครานี้ถึงคราวต้องโชคร้ายแล้วกระมัง
ท้ายที่สุดเขาก็ยังยื่นมือออกไป
ไม่เอ่ยวาจาสักคำนับเป็นความดื้อรั้นครั้งสุดท้ายของเขาแล้ว
ฉินหว่านหว่านพุ่งตัวเกาะคอของเขา ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอคลอเคลีย แต่มิได้ร้องไห้แล้ว
เซี่ยฉงเกือบจะโยนเจ้าเด็กไม่รู้จักอยู่นิ่งตัวนี้ลงไป
ตัวนี้ก็เล็กเกินไป นุ่มนิ่มเกินไป เขาไม่คุ้นเคยเลยจริงๆ!
กองกำลังออกเดินทางในที่สุด ฉินหว่านหว่านนั่งบนหลังม้า แผ่นหลังอิงอกของท่านพ่อ นั่งหาที่พิงมิได้
ครั้นนานไปก็นั่งมิใคร่ติด แล้วดวงตากลมโตก็จ้องไปที่แผงขนม้า
เด็กน้อยขยับไปข้างหน้าเล็กน้อย
เซี่ยฉงก็มิได้สนใจ ขอเพียงไม่ตกไปก็เป็นพอ
ปลายนิ้วเล็กของฉินหว่านหว่านจับขนแผงคอม้าเริ่มถักเปีย
แต่มิได้มีเชือกสำหรับมัดเปีย
เข่อเข่อเห็นปราดเดียวก็รู้ว่านางต้องการสิ่งใด กระพือปีกบินลงจากหัวม้า ไปเด็ดใบหญ้าบางเส้นเล็กๆ เหนียวๆ กลับมา
ฉินหว่านหว่านถือใบหญ้าผูกปลายเปียอย่างเบิกบานใจ
ไม่นานนัก อาชาอันสง่างามสูงใหญ่ของเซี่ยฉงก็ถูกถักเปียทั้งหัว แถมยังแซมสีเขียวเล็กน้อย
เซี่ยฉง …………
เฮอะ ม้ายังไม่คิดเล็กคิดน้อย แล้วข้าจักคิดอันใด อีกอย่างก่อนหน้ายังกัดข้า สมควรแล้ว!
ม้า ดีใจยิ่ง~
ยามต่อมาดวงตะวันก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าซอมซ่อของฉินหว่านหว่านถูกแดดเผาจนแดงระเรื่อ
ก็ใช่อยู่ คนหยาบกระด้างพวกนี้หาได้รู้วิธีเลี้ยงเด็กไม่ จนบัดนี้ยังมิได้ล้างหน้าให้นาง ผมเผ้าก็กระเซิงฟูชี้ไปทั่วทิศ
“ท่านพ่อ ร้อนยิ่งนัก”
“ท่านพ่อ หว่านหว่านกระหายแล้ว”
แม่ทัพใหญ่ผู้ไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน ได้แต่ยื่นถุงน้ำหนังสัตว์ของตนส่งให้นาง
“ดื่มน้ำ”
น้ำในถุงน้ำก็ร้อนอยู่ ทั้งยังมีกลิ่นประหลาด
นางซบเซาลงยิ่ง ราวกับก้อนแป้งข้าวเหนียวไร้เรี่ยวแรง
ยามนี้ก็ไม่ยอมชิดใกล้ท่านพ่ออีก เด็กน้อยคุดคู้บนหลังม้า
“ท่านพ่อ ตัวท่านร้อนเหลือเกิน ไม่อยากชิดใกล้แล้ว”
เซี่ยฉง ……เจ้ายังมีหน้ามาบอกว่าร้อนได้เช่นไร!
บนร่างเขาสวมชุดเกราะศึก แม้ในสภาพอากาศเช่นนี้ก็มิได้ปลดออก
ชุดเกราะศึกถูกแดดแผดเผาก็ร้อนยิ่งนัก แต่นิสัยเขาเป็นเช่นนี้แล้ว
ชายตามองดวงตะวันลอยเด่น และเด็กน้อยหมอบบนหลังม้าราวกับแผ่นขนมน้ำนมที่ถูกแดดเผาจนละลาย
“หยุดพักตรงหน้าร่มไม้ก่อน”
“ขอรับ”
มีคนควบม้ารุดหน้าไปทันที ไม่นานม้าสอดแนมก็กลับมา
“ท่านแม่ทัพ เบื้องหน้ามีผืนป่าเขา ขอรับ หากทว่าที่นั่นก็มีร่องรอยของโจรภูเขาอยู่ด้วย”
เซี่ยฉง “ไป”
โจรภูเขายังบังอาจปล้นกองกำลังแห่งรัชศกเทียนฉี่อีกหรือ
ยามนี้ เข่อเข่อกระซิบข้างหูนาง
“เจ้าตัวน้อย แถวนี้มีค่ายพยัคฆ์ดำซ่องโจรชั่วร้าย เชี่ยวชาญการปล้นพ่อค้าที่ผ่านทางและหมู่บ้านใกล้เคียง เจ้าหาวิธีให้ท่านพ่อไปปราบโจรเถิด เมื่อถึงครา ส่วนหนึ่งของพลังบุญวาสนาจะตกแก่เจ้า เจ้าก็จะเปิดร้านค้าซื้อของได้แล้ว!”
สหายเอ๋ย ดูเอาเถิด หลังจากที่กิเลนน้อยตกลงสู่โลกมนุษย์ก็ได้แต่กินอะไรบ้างนะ ทั้งยังร้อนจนเป็นเช่นนี้
ยังดีที่เขากับกฎแห่งฟ้าได้หารือกันมาแล้ว นำบุญวาสนามาใช้แลกเปลี่ยนของบางอย่างได้
ฉินหว่านหว่านลุกขึ้นได้นิดหนึ่งอย่างฝืนทน
นางลุกนั่งขึ้น จับมือท่านพ่อ
“ท่านพ่อ ตีคนชั่ว!”
เมื่อการตีค่ายนั้นอะไรนั่นถึงจักมีบุญวาสนา คนพวกนั้นก็เป็นผู้ชั่วร้าย
เซี่ยฉงหารู้เจตนาไม่ พอถึงที่หมายก็อุ้มเด็กน้อยลงมาวางใต้ร่มไม้
“ใครคือคนชั่ว?”
เข่อเข่อ “โจรภูเขา”
เด็กน้อยเอ่ยตามอย่างนกแก้วนกขุนทองเลียนเสียง “โจรภูเขา”
หูของเซี่ยฉงกระตุกเล็กน้อย นัยน์ตาคู่หนึ่งจ้องเข่อเข่อดั่งเหยี่ยว
เข่อเข่อยกปีกปิดหน้าเล็กๆ ของตน เสร็จสิ! เมื่อครู่นี้ร้องออกไป!
เซี่ยฉงจ้องเข่อเข่อ “นกของเจ้านี่พิกลยิ่งนัก”
ฉินหว่านหว่านยกเข่อเข่อให้เขาดู “เจ้าค่ะ เพื่อนสนิทของหว่านหว่าน”
