เซี่ยฉงรู้ว่าอีกาสามารถเลียนเสียงพูดได้ นกชนิดนี้ก็น่าจะคล้ายอีกา เพียงแต่รูปร่างน่ารักงดงามกว่า ราวกับนกคีรีบูนที่พวกชนชั้นสูงเลี้ยงไว้
ทว่า เซี่ยฉงไม่สนใจปราบโจร
"อย่าเพิ่งวุ่นวาย ข้าไม่มีเวลาปราบโจร"
กล่าวจบเขาก็หมุนกายจากไป เขางานยุ่งนัก หามีเวลามาคอยดูแลเด็กน้อยได้ตลอดไม่
ยามเซี่ยฉงไม่ได้สนใจพวกนาง เข่อเข่อก็กระซิบออกอุบายให้ฉินหว่านหว่านอีกระลอก
"หนูน้อย เจ้าบอกเขาไปว่า พวกโจรภูเขาเมื่อหลายวันก่อนเพิ่งปล้นกองคาราวานมา ในค่ายมีเงินทองมากมายเหลือคณา ท่านพ่อของเจ้านี่เป็นคนขี้เหนียวรักทรัพย์ยิ่ง
อย่าเห็นว่าเขามียศขุนพลใหญ่ไพศาล แท้จริงแล้วกางเกงในของเขาเก่าคร่ำคร่าจนเหมือนแหจับปลา ซ่อมแซมปะชุนจนกลายเป็นกางเกงดอกใหญ่แล้วยังเสียดายไม่ยอมทิ้ง"
ฉินหว่านหว่านกะพริบตา ด.ญ.น้อยสมองน้อยไม่ค่อยเข้าใจความหมายคำพูดของเข่อเข่อ
นางจึงใช้ขาเล็กป้อมวิ่งตามท่านพ่อ กอดขายาวของเขาแล้วถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
"ท่านพ่อ กางเกงเหมือนแหจับปลา ซ่อมแซมปะชุนจนเป็นกางเกงดอกใหญ่คืออะไรหรือ"
ชั่วขณะนั้น เซี่ยฉงหยุดฝีเท้าชะงัก หวั่นใจว่าความลับของตนถูกเปิดโปงแล้ว!
เข่อเข่อค่อนข้างขวยเขิน ก้มหัวลงทำเป็นจัดขนของตนบนบ่าฉินหว่านหว่าน ท่าทีคล้ายเสแสร้งว่าตนยุ่งยิ่งนัก ราวกับคำพูดนั้นมิได้มาจากปากมัน
แต่ทว่าสีหน้าของเซี่ยฉงกลับสงบนิ่งหนักแน่น ที่จริงแล้วก็เพียงทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอด
"ไม่ทราบ อย่าถามข้า"
เมื่อประสานกับสายตาบริสุทธิ์ใสซื่อของเด็กน้อย ในใจเซี่ยฉงก็หวาด ๆ อยู่บ้าง
เขาปิดบังไว้อย่างมิดชิด คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเปาะแปะนี่!
ฉินหว่านหว่านส่งเสียงอ๋อแว้ง
"โจรภูเขา มีเงินมากมายนับไม่ถ้วน"
พอได้ยินคำว่าเงิน สีหน้าของเซี่ยฉงแม้มิได้เปลี่ยน ทว่าดวงตากลับมีประกายวาววับ
"เจ้าว่าอะไรนะ"
ฉินหว่านหว่านพยายามนึกคำที่เข่อเข่อกล่าว "กองคาราวาน ถูกปล้น มีเงินมากมาย"
"เจ้ารู้ได้อย่างไร"
เขาพิจารณาเด็กน้อย "ข้ายังมิได้ถามเลย ครอบครัวของเจ้าอยู่ที่ใด"
เด็กน้อยชี้ไปที่เซี่ยฉง "ท่านพ่อ"
เซี่ยฉง : ...ดูท่าเขาคงถูกตอแยเสียแล้ว
หรือเด็กน้อยนี่จะเป็นคนโง่? เขามองท่าเด็กคนนี้ก็ดูไม่ค่อยฉลาดนัก
ช่างเถิด เขาต้องหาคนไปสืบดูก่อนว่า ที่นี่มีกองคาราวานถูกปล้นจริงหรือไม่ เรื่องเงินสำคัญกว่า
ดังนั้นจึงเรียกคนใต้บังคับบัญชามา แล้วยัดฉินหว่านหว่านใส่คนใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งหน้าตาเกลี้ยงเกลารูปงาม
"ดูแลนางให้ดี"
กล่าวจบตนก็นำคนขี่ม้าจากไป ทิ้งให้ฉินหว่านหว่านกับผู้นั้นจ้องหน้ากันตาเหลือก
ครั้งนี้ฉินหว่านหว่านกลับไม่ร้องไห้
"หนูน้อย เจ้าชื่ออะไร ข้าเรียกว่าเฉินซู"
ฉินหว่านหว่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ข้าชื่อฉินหว่านหว่าน"
เฉินซูเป็นคนเจ้าระเบียบอยู่บ้าง เมื่อมองเห็นผมที่รุงรังกับใบหน้าเปื้อนดินสกปรกของฉินหว่านหว่านก็ยุกยิกมือ
จึงหยิบหวีออกมาหวีผมให้ฉินหว่านหว่าน
ฉินหว่านหว่านก็ว่านอนสอนง่ายยิ่ง ไม่ร้องไห้ ไม่ส่งเสียงดัง ดูแลง่ายนัก
ครั้นสิ่งสกปรกเปื้อนโคลนบนใบหน้าถูกเช็ดสะอาด เผยให้เห็นใบหน้าเล็กขาวกระจ่างงดงาม
ดวงตาโตกลมสุกใส ไร้เดียงสาน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
เฉินซูรู้สึกว่าหัวใจตนถูกบางอย่างกระทบเข้าเต็มแรง
นี่คือเด็กในจินตนาการของตนในวันหน้า เป็นไปได้อย่างไรให้งดงามน่ารักถึงเพียงนี้
เมื่อเซี่ยฉงนำคนกลับมาใหม่ สิ่งที่เห็นคือเด็กน้อยสวมมาลัยดอกไม้สีเขียวสดสวยงาม ผมถูกมัดเป็นจุกเล็ก ๆ ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ริมฝีปากแดงระเรื่อฟันขาวผ่อง
เด็กหญิงที่งามน่าราวกับแกะสลักจากหยก จะว่าเด็กหญิงคือภูตพรายในหุบเขาแห่งนี้ก็ว่าได้
เซี่ยฉง : เหตุใดแต่งตัวเพียงเล็กน้อยกลับงดงามถึงเพียงนี้
"โอ้โฮ นี่เด็กน้อยบ้านไหนกัน ช่างเหมือนตุ๊กตานำโชคเสียจริง"
คนอื่น ๆ ต่างรู้สึกใจสั่นสะท้าน หากบุตรสาวของตนงดงามเช่นนี้ มีหรือจะไม่มอบของล้ำค่าทั้งปวงให้นาง!
น่าเสียดายที่บนกายพวกเขาตอนนี้ไม่มีขนมของกินใด ๆ จะมอบให้เด็กน้อยได้
กลุ่มชายร่างใหญ่ล้อมเด็กน้อยขาวนุ่มนวลราวก้อนแป้ง พากันเอ็นดูอยู่สักพัก แล้วจึงนั่งลงหารือเรื่องปราบโจร
หลังจากการสืบสวนสอบสวน บัดนี้แน่ใจแล้วว่าโจรภูเขาที่นั่นได้ปล้นกองคาราวานที่ผ่านทางมา และยังสังหารผู้คนโยนทิ้งลงในหุบเขาแห่งนั้น
ยามพวกเขาไปถึง กลิ่นศพเน่าเหม็นตลบไปทั่ว นอกจากศพของกองคาราวาน ยังมีศพชาวบ้านที่สวมใส่ชุดผ้าหยาบปะปนอยู่ด้วย
ดูท่าพวกโจรภูเขากลุ่มนี้จะสังหารผู้คนไปมิใช่น้อย
ท่านขุนพลได้ส่งหน่วยสอดแนมไปสำรวจภูมิประเทศ และยังส่งคนไปยังหมู่บ้านโดยรอบเพื่อหาผู้ที่พอจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับโจรภูเขาได้
ระหว่างที่พวกเขาพูดคุย ฉินหว่านหว่านก็เดินเล่นอยู่แถวนั้น ใกล้ถึงเวลาอาหารแล้ว เพราะตัดสินใจปราบโจร หน่วยพลาธิการจึงเริ่มเตรียมต้มอาหาร
ฉินหว่านหว่านคุ้ยพงหญ้า ล้วงเอาหูกระต่ายสีเทาเปื้อนดินออกมาตัวหนึ่ง
เข่อเข่อชมอย่างบ้าคลั่ง "หนูน้อยของข้านี่เก่งที่สุด!"
หนูน้อยเชิดหน้าอกยืดอกอย่างภาคภูมิใจท่ามกลางคำสดุดีของเข่อเข่อ
กระต่ายตัวนั้นมิได้วิ่งหนีนาง ปล่อยให้เด็กน้อยจับหูกระต่ายด้วยมืออ้วนป้อมปุกปุย แล้วลากถูลู่ถูกังไปทางเซี่ยฉงพลางหอบหายใจฟึดฟัด
"ท่านพ่อ กินเนื้อ"
เด็กหญิงจับกระต่ายอ้วนพี เดินหอบหายใจเข้าไป
สายตาทุกคู่จับจ้องที่นาง พอเห็นก็พากันตกตะลึง
เด็กน้อยไปจับกระต่ายมาจากที่ใดกัน นางดูเหมือนกำลังเล่นอยู่แถว ๆ นี้เอง
"ท่านพ่อ เนื้อ"
ฉินหว่านหว่านโยนกระต่ายให้เซี่ยฉง มองเขาด้วยสายตาวาวหวัง
เซี่ยฉงจับกระต่ายชั่งมือดู โอ้วว คาดว่าน่าจะหนักอย่างน้อยสามชั่ง
นับว่ายังดีที่นางหิ้วกลับมาได้ ตลอดทางกระต่ายยังให้ความร่วมมือดี
ฉินหว่านหว่านชี้นิ้วเล็กไปยังพงหญ้าไม่ไกล
"ทางนั้น"
ได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็อยู่นิ่งไม่ได้เสียแล้ว มีเนื้อแล้วใครจะไปกินเสบียงแห้งไม่มีน้ำมันที่กลั้วคอรสจืดชืด
กองทหารที่เดินทัพ ขอเพียงเวลาพักไม่วิ่งไปไกล ในบริเวณใกล้เคียงผู้ใดหาอาหารได้ก็นับเป็นของผู้นั้น ผู้ใดจะบังคับแย่งชิงมิได้ นี่เป็นกฎเกณฑ์ที่ท่านขุนพลตั้งไว้
ระยะนี้เดินทัพกินเสบียงแห้งจนคอพวกเขาแทบเป็นควัน ถ้าโชคดีก็จะจับเนื้อได้บ้าง แต่ไม่มาก ปนกับผักป่าพอให้ได้กลิ่นคาวเนื้อลิ้มรสชาติ
ตามทิศทางที่ฉินหว่านหว่านชี้ เหล่าชายฉกรรจ์ย่องเข้าไป ก็พบรูกระต่ายด้วยความดีใจ
อยู่ใกล้ปานนี้กลับไม่มีใครสังเกตเห็น ถ้าไม่ใช่เด็กน้อยนี้ จะต้องพลาดไปอีกเท่าใด!
"เร็ว ไปดูว่ายังมีรูอื่นอีกหรือไม่"
"ฮ่า ๆ ๆ ... วันนี้ท่านปู่จะได้กินเนื้อ!"
ว่ากันตามตรงแล้ว ชายฉกรรจ์กำยำพวกนี้ที่โก้งโค้งก้นเท้าดันดินคุ้ยหารูกระต่าย สีหน้าและการกระทำล้วนเจือความทะเล้นอยู่บ้าง
ฉินหว่านหว่านก็กระโดดโลดเต้นตามไปร่วมวงด้วย
พวกเขาขุดค้นอยู่ครู่หนึ่งกระต่ายก็วิ่งออกมา ทุกคนจึงรีบร้อนวุ่นวายเข้าจับ
"เร็วเข้าเร็วเข้า วิ่งไปทางนั้น!"
"ตามเร็ว ไหวหรือไม่ก็ได้แต่มองมันวิ่งหนีไป"
ฉินหว่านหว่านยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ยืดคอเล็กดูความครึกครื้น เห็นพวกเขาจับกระต่ายบางครั้งสองคนก็ชนกันตาลายแล้วพากันสบถด่า นางก็หัวเราะคิกคักอดไม่ได้
เสียงหัวเราะใสกระจ่างของเด็กน้อย เพิ่มความคึกคักให้กับฉากนี้ยิ่งขึ้น
ทันใดนั้น มีกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งหนีจนไม่เลือกทางตรงมาทางฉินหว่านหว่าน ยังซุ่มซ่ามวิ่งชนต้นไม้ข้างตัวนาง
ฉินหว่านหว่านย่อตัวลงด้วยความดีใจ มืออ้วนป้อมคว้าหูกระต่ายไว้ได้ทันที น้ำเสียงร่าเริงยิ่งนักกล่าวกับท่านพ่อของตน
"ท่านพ่อ เนื้อ หว่านหว่านจับได้อีกตัวแล้ว~"
คนอื่นที่กำลังวุ่นจับกระต่ายก็พากันต่อว่า "ดูสิ พวกเจ้ายังสู้เด็กหญิงตัวน้อยไม่ได้เลย!"
