ดวงตาอันใสกระจ่างคู่นั้นสุกสว่างราวหมู่ดาวในยามราตรี
เซี่ยฉงมองนางอย่างไร้ความรู้สึก
ทหารด้านหลังเซี่ยฉงมุมปากกระตุก เด็กสมัยนี้ร้องเรียกหาพ่อกันตามอำเภอใจเช่นนี้เลยหรือ
ฉินหว่านหว่านยืดแขนเล็กอวบอ้วนออกไป ทว่ายังไม่ถึงตัวคน ได้แต่จับขาของบุรุษไว้
"เสด็จพ่อ อุ้ม~"
เซี่ยฉงหลุบสายตามองนาง ใบหน้าราบเรียบ "เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิใช่พ่อของเจ้า"
ขณะนั้นเอง รองแม่ทัพผู้หนึ่งลงจากหลังม้า "เด็กน้อยมาจากไหน มาเรียกหาพ่อมั่วไปหมดนี่ มา ให้อาอุ้ม"
เมื่อเขายื่นมือมา ฉินหว่านหว่านก็รีบสาวเท้าสั้น ๆ หลบไปโดยเร็ว
"เสด็จพ่อ ให้เสด็จพ่ออุ้ม"
"เฮ้ย หนูน้อยคนนี้รู้จักเลือกนัก"
ฉินหว่านหว่านวิ่งไปยังหน้าอาชา แล้วเขย่งเท้าพลางกวักมือน้อย ๆ เรียก
"ลงมาหน่อย ลงมาหน่อย" เสียงของหนูน้อยอ่อนนุ่มน่าฟังนัก
เซี่ยฉงสัมผัสได้อย่างแจ่มชัด ม้าของตนไม่อยู่ในการควบคุมอีกต่อไป กลับทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียเฉย ๆ
เซี่ยฉง : …………
ผู้อื่น : …………
สีหน้าของลูกน้องเซี่ยฉงดูยากจะเอ่ยบรรยาย มีหรือนี่ท่านแม่ทัพ
สีหน้าเซี่ยฉงดำคล้ำขึ้นเล็กน้อย กระชากบังเหียนม้าพลางตวัดเสียงเย็น "ลุกขึ้น"
ม้าศึกซึ่งขับเคี่ยวในสนามรบกลับส่ายคอไปมา แต่ไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด
ทว่าฉินหว่านหว่านกลับไม่สนใจมากความนัก แนบชิดเซี่ยฉงและม้า ใช้ทั้งมือทั้งเท้าปีนป่ายขึ้นไป
แต่… ขาสั้นเกินไป แรงก็น้อย ทำเอาปีนไม่ขึ้นเลย
เข่อเข่อร้อนใจจนอยากจะเปล่งเสียงเชียร์นาง
แต่มันเกรงว่า หากตนปริปาก บุรุษดุร้ายผู้นั้นจะเห็นมันเป็นปิศาจแล้วฟันมันทิ้งเสีย
เมื่อเห็นหนูน้อยกำลังจะร้องไห้ด้วยความน้อยพระทัย ม้าก็พลอยร้อนใจตามไปด้วย หันคอเข้ามางับเกราะศึกที่เซี่ยฉงสวมใส่เสียหนึ่งคำ
ตัวข้ายังไม่รังเกียจเลย เหตุใดเจ้าของจึงได้โอ้เอ้นัก
ปานฉะนี้ เส้นเอ็นที่ขมับของเซี่ยฉงก็เต้นตุบ ๆ เขาคงกำลังอดกลั้นอยู่
"ท่านแม่ทัพ ไฉนมิทรงอุ้มนางขึ้นไปเล่าขอรับ"
เซี่ยฉงทำหน้านิ่ง ท้ายที่สุดก็อุ้มหนูน้อยขนมตูบตัวนี้วางไว้บนหลังม้า
ม้าพ่นเสียงร้องเบิกบาน แล้วจึงลุกขึ้นยืน
เซี่ยฉงจ้องมองม้าของตน พลางคิดว่าจะเปลี่ยนสหายร่วมศึกดีหรือไม่ เพิ่งรู้วันนี้เองว่าม้าศึกนิสัยหยิ่งทะนงของตนมีเวลาประจบสอพลอเช่นนี้ด้วย
"เสด็จพ่อ"
เดิมทีเซี่ยฉงอุ้มหนูน้อยวางบนคอของม้า ให้ห่างจากตนเล็กน้อย
ทว่าหนูน้อยกลับขยับซุกซิก ๆ จนตัวเองหนาเข้าไปในอ้อมอกของเซี่ยฉงได้
เซี่ยฉงขมวดคิ้วมองนาง "เจ้าคือใครกันแน่ มาถึงที่นี่ได้อย่างไร"
สีหน้าราวกับไต่สวนนักโทษ
ฉินหว่านหว่านซบหน้าลงกับเกราะศึกอันเย็นเยียบของเขา มันค่อนข้างแข็งกระด้าง แต่นางก็ง่วงเหลือเกิน
หาวหวอดออกมา เปลือกตาปรือลง มือน้อย ๆ จับเสื้อผ้าของเขาไว้แน่น แล้วตอบด้วยเสียงอ่อนหวาน
"ข้าคือฉินหว่านหว่าน มาตามหาเสด็จพ่อ"
เมื่อตอบพึมพำจบก็เข้าสู่ห้วงนิทราในอ้อมแขนของบุรุษผู้สูงใหญ่เสียแล้ว
เซี่ยฉงอึดอัดยิ่งนัก
อยากจะดึงหนูน้อยหน้าหนาคนนี้ลงมาส่งให้รองแม่ทัพ
แต่นิ้วมือของนางกำชายเสื้อผ้าเขาไว้แน่น
เซี่ยฉงลังเลอยู่ว่าจะตัดผ้าส่วนนั้นทิ้งไปดีหรือไม่
แต่… มันเป็นชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อมา อาลัยเสียดายอยู่
"ท่านแม่ทัพ รอบด้านไร้ผู้ใด"
เซี่ยฉงชำเลืองดูท้องฟ้า "เดินทัพต่อไป หาทำเลตั้งค่าย"
"ขอรับ"
พวกเขาเลือกทำเลริมน้ำตั้งค่าย เริ่มประกอบอาหาร
เซี่ยฉงลงจากหลังม้าแล้ว อุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนข้างเดียว ใบหน้าไร้อารมณ์
หลายคนมองเขาด้วยแววสงสัย
"แม่ทัพของเราไปเก็บเด็กน้อยมา นับว่าไม่เลวทีเดียว ดูท่าอารมณ์คงไม่สู้ดีนัก"
"เจ้ายังมองจากสีหน้าไร้ความรู้สึกของท่านแม่ทัพออกว่าเขาสุขหรือทุกข์อีกหรือ"
"ว่าแต่หนูน้อยคนนั้นรู้จักเลือกเสียนี่กระไร"
ฉินหว่านหว่านพอผล็อยหลับก็มิได้ตื่นขึ้นอีกเลย กลิ่นอาหารในค่ายก็หาได้ปลุกนางไม่
เพราะอาหารระหว่างเดินทัพส่วนใหญ่คือแผ่นแป้งกร้าว ๆ จุ่มน้ำ รสชาติไม่ดีเท่าใดนัก
ท้ายที่สุดเซี่ยฉงก็มิอาจทนตัดเสื้อผ้าของตนได้ จึงง้างนิ้วมือเล็ก ๆ ที่เกาะชายเสื้อของเขาออก
นิ้วมือของเด็กน้อยนุ่มนิ่มดุจไร้กระดูก
ชั่วขณะที่สัมผัส เซี่ยฉงล้วนเกรงว่าตนจะเผลอทำลายนิ้วมือของหนูน้อย
เวลานี้อากาศมิได้หนาวเย็น ทว่าเมื่อหลับในยามราตรีไร้สิ่งคลุมกายก็ย่อมเป็นหวัดได้ง่าย
นับประสาอะไรกับเด็กน้อยบอบบางเช่นนี้
เซี่ยฉงให้คนไปหาเสื้อผ้ามาปูทับหญ้าแห้งบนพื้น นำทั้งเสื้อและคนวางลงไป ฝากให้ลูกน้องผู้ละเอียดลออคอยเฝ้าก็ไม่ใส่ใจ
มิใช่ลูกของตนเสียหน่อย
เข่อเข่อบ่นด่าอยู่ในใจ กระพือปีกช่วยคลี่เสื้อผ้าห่มให้ฉินหว่านหว่าน แล้วมากอดกายนอนข้างนางด้วย
เหนื่อยชะมัดเลยวันนี้
เพราะเมื่อวานเข้านอนแต่หัวค่ำ รุ่งขึ้นฉินหว่านหว่านก็ตื่นแต่เช้าตรู่
กองทหารก็ค่อย ๆ ตื่น จัดข้าวของเตรียมตัวออกเดินทางต่อ
ฉินหว่านหว่านขยี้ตา มองเหล่าคนพลางเหม่อลอยไปชั่วครู่ แล้วค่อย ๆ นึกขึ้นได้ว่าตนเหมือนหาเสด็จพ่อเจอแล้ว
เสด็จพ่อของนางเล่า
กระนั้น เด็กทารกวัยสามขวบก็ยืดคอชะเง้อมองหาเสด็จพ่อไปทั่ว
เข่อเข่อบินมาเกาะไหล่นางกระซิบเสียงเบาว่า "ซ้าย ซ้าย มองไปทางซ้ายเจ้าหนู เสด็จพ่อของเจ้าก็คือคนที่สูงเด่นเป็นสง่าที่สุดนั่นแหละ"
เข่อเข่อค้อน "ช่างไม่สมกับเป็นบิดาเสียเลย ถึงขนาดอยากจะไม่เอาเจ้า จะบอกให้เจ้าหนู จงหน้าหนาเข้าไว้ พันธนาการเขาให้อยู่หมัด"
ฉินหว่านหว่านกำมือน้อย ๆ ให้กำลังใจตนเอง
"ข้าทราบแล้ว"
จากนั้นก็ลุกขึ้น สาวเท้าสั้น ๆ ไปหาเสด็จพ่อ
"ขอทางหน่อย ขอทางหน่อย"
หนูน้อยเตี้ยแคระวิ่งไปท่ามกลางฝูงชน ยังสูงไม่ถึงขาของพวกเขา ระหว่างคนที่กำลังยุ่งวุ่นวายก็ถูกละเลยได้ง่าย
ได้ยินเสียงก็ก้มลงมอง เด็กน้อยกำลังออกแรงเบียดตัวลอดหว่างขาของพวกเขาอยู่
ใบหน้าอวบอ้วนมอมแมมกลายเป็นแดงระเรื่อ
"โอ้ หนูน้อยตื่นแล้ว"
ทุกคนยิ้มแย้มหลีกทางให้ ดูเจ้าหนูเดินซวนเซไปหาท่านแม่ทัพ ช่างน่าเอ็นดูนัก
ฉินหว่านหว่านมาถึงหน้าเซี่ยฉงก็เข้าไปเกาะเกี่ยวขาแล้วโหนตัวขึ้น "เสด็จพ่อ"
เสียงหลานแหนหวานหูออดอ้อน
"เสด็จพ่ออุ้ม"
เซี่ยฉงย้ำอีกครา "ข้ามิใช่พ่อของเจ้า"
ฉินหว่านหว่าน "เสด็จพ่อ"
โตและเล็กก็ยื้อยุดกันมาเช่นนี้
เซี่ยฉงไม่ยอมอุ้มนาง เด็กน้อยก็มิได้ร้องไห้ เพียงแต่วิ่งตามประกบเขาไปด้วยขาสั้น ๆ
โตเล็กยืนเด่นตระหง่านอยู่ในหมู่คน
ท่ามกลางลูกผู้ชายหยาบกร้านทั้งหลาย มีเสียงออดอ้อนละมุนของเด็กน้อยเรียกหาเสด็จพ่อแว่วมาเป็นระยะ ฟังแล้วหัวใจละลาย
ทว่าแม่ทัพใหญ่ผู้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ากลับไร้ความรู้สึก
"แม่ทัพของเรามีบุตรตั้งแต่เมื่อใด"
บางคนยังไร้ภรรยาบุตร มองหนูน้อยอวบอ้วนตัวจ้อยน่าชัง ต่างต้องตาต้องใจนัก
บางคนถึงกับจับไม้จับมืออยากลองอุ้มดู ทว่าหนูน้อยมีเป้าหมายชัดเจน ตามติดอยู่เพียงผู้เดียว
หากผู้อื่นอุ้มนางก็ร้องไห้
เข่อเข่อเห็นนางติดตามเซี่ยฉงอยู่ จึงบินไปหาอาหารกินเอง พลางหาผลไม้มาให้คุณหนูของมันด้วย
เมื่อกินอาหารเช้า ฉินหว่านหว่านนั่งอยู่ข้างเซี่ยฉง จ้องมองแป้งหยาบแห้งในมือเขาอย่างสนใจ
"เสด็จพ่อ ให้หว่านหว่านชิมสักหน่อยเถิด"
ฉินหว่านหว่านมองเขาตาละห้อย
เซี่ยฉงชายตามองฟันเล็ก ๆ ของนาง "เจ้ากินไม่ลงหรอก"
"ชิมหน่อย หว่านหว่านขอลองชิมสักนิด"
