เซี่ยงเถียนย่อตัวลงรับอีอีแล้วอุ้มขึ้นมา “เตียงไหนจ๊ะ อีอีพาแม่ไปดูหน่อย”
“ได้ค่ะ”
เซี่ยงเถียนไม่คิดเลยว่าในห้องนี้จะมีเตียงแบบมีม่านด้วย เธออุ้มอีอีขึ้นไปบนเตียง “งั้นห้องนี้ให้อีอีอยู่ดีไหมจ๊ะ?”
“ดีค่ะ” อีอีปรบมืออย่างมีความสุข
“เอาละ เตียงนี้ต้องเช็ดก่อนนะ แล้วลานหน้าบ้านล่ะ พวกคุณคิดจะซ่อมแซมกันไหม?” สวี่ชิงอวี้เดินเข้าห้องมาเห็นอีอีกำลังคลานอยู่บนเตียง จึงรีบถามขึ้น
เซี่ยงเถียนส่ายหน้า “ยังไม่ต้องรีบซ่อมหรอกค่ะ”
เธอไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ อีกอย่างเดิมทีก็ไม่ได้คิดจะย้ายเข้ามาทันทีอยู่แล้ว
ที่ตัดสินใจซื้อก็เพราะโอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ ถึงอย่างไรเมืองลั่วหนิงก็เป็นบ้านของเธอ การมีบ้านหลังเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง แค่คิดก็รู้สึกอุ่นใจแล้ว
จิ่งอวี่ชวนอยากย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่มาก แต่เขาก็เข้าใจว่าเร่งรัดไม่ได้ ทว่าตลอดสามคืนติดกัน เขากลับปลุกเซี่ยงเถียนตื่นกลางดึก
“คุณกินผักโขมของป๊อปอายมาหรือไง?” เซี่ยงเถียนถามอย่างหมดอาลัยตายอยาก เธอสงสัยจริง ๆ ว่าจิ่งอวี่ชวนไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนมากมาย
จิ่งอวี่ชวนเลิกคิ้ว “ใครเหรอ?”
แต่ไม่ว่าใคร คำพูดของเซี่ยงเถียนก็จมหายไปท่ามกลางเสียงครางแผ่วเบาระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่
โชคดีที่คืนวันที่สี่ จิ่งอวี่ชวนนอนยาวจนถึงเช้า ตรงกันข้าม เซี่ยงเถียนกลับมีสีหน้าอิดโรย จนเขาสะดุ้ง “เป็นอะไรไปครับ?”
“เฮ้อ...” เซี่ยงเถียนกระตุกมุมปาก เธอจะบอกได้ยังไงว่านาฬิกาชีวิตของตัวเองปรับตัวเก่งเกินไปแล้ว?
