เซี่ยงเถียนทำหน้าอยากรู้อยากเห็นสุด ๆ “เพราะอะไรเหรอ?”
ป้าหานดึงเซี่ยงเถียนไปข้าง ๆ แล้วกระซิบว่า “ผู้ชายบ้านนั้นชื่อหลัวเผิง เป็นคนที่เธอเคยเจอตอนมาที่นี่ครั้งแรกไง”
เซี่ยงเถียนลองนึกดูแล้วพยักหน้า “พอจำได้ค่ะ”
“บ้านหลัวเผิงมีลูกชายสามคน แต่มีห้องอยู่แค่สองห้อง เขาเล็งบ้านเธอมานานแล้วล่ะ ก่อนหน้านี้บ้านหลังนั้นเป็นของครูคนหนึ่ง แต่ถูกคนร้องเรียนจนโดนส่งไปชนบท” พูดจบสายตาก็เหลือบไปทางบ้านตระกูลหลัว
เซี่ยงเถียนเข้าใจทันที เธอยกมือปิดปาก ดวงตาก็มองไปทางบ้านตระกูลหลัวด้วย “อย่าบอกนะว่าเป็น...”
ป้าหานทำท่าราวกับเจอคนรู้ใจ เรื่องในลานบ้านนี้ คนที่อยู่แถวนี้ต่างก็รู้กันไม่มากก็น้อย พอพูดออกมาก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่ แถมคนอื่นก็ไม่ได้ตอบสนองเหมือนเซี่ยงเถียนด้วย!
ป้าหานรู้สึกสดชื่นใจสุด ๆ แต่สีหน้ายังคงเก็บอาการไว้ “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย”
“ใช่ค่ะ ฉันก็แค่เดาสุ่ม ๆ!” เซี่ยงเถียนคล้อยตาม
ป้าหานส่งสายตาชื่นชมให้เซี่ยงเถียน ว่าแล้วก็เล่าต่ออย่างออกรส “ลูกชายทั้งสามคนของบ้านนั้นไม่มีงานทำ เลยไม่มีสิทธิ์ได้บ้าน แต่เขากับภรรยาชื่อฉีไหลตี้เป็นคนงานทั้งคู่ ถึงอย่างนั้นสองคนนั้นก็ต้องได้บ้านแค่หลังเดียวแน่นอน! พวกเขาเลยไปทำเรื่องหย่ากันที่สำนักงานเขต!”
เซี่ยงเถียนตกใจจริง ๆ!
ความคิดล้ำยุคขนาดนี้!
นับถือ! นับถือจริง ๆ!
“แต่หน่วยงานบอกว่า ถึงพวกเขาจะหย่ากันแล้วแต่ก็ยังอยู่บ้านเดียวกัน อีกอย่าง อายุงานถึงเกณฑ์ก็จริง แต่ถ้าเปิดช่องให้แบบนี้ คนอื่นทำตามบ้าง จะเอาบ้านที่ไหนมาแบ่งให้กันล่ะ! ผลก็คือพวกเขายื้อกับหน่วยงานเรื่องนี้มานานมาก!
