หลังคีบได้สองเม็ด จิ่งโจวก็ใช้มือซ้ายประคองข้อมือขวา มือสั่นเล็กน้อย แต่ก็ยังคีบลูกแก้วเม็ดที่สามขึ้นมาได้พอดี เสียงลูกแก้วตกลงในกะละมังดังขึ้นพร้อมกับเสียงหมดเวลา
“สามเม็ด ได้บัตรรางวัลหนึ่งใบ”
“ขอบคุณครับ” จิ่งโจวรับบัตรมา พลิกดูอย่างละเอียดก่อนเก็บใส่กระเป๋า แล้วยังตบกระเป๋าเบา ๆ ด้วยสีหน้าคาดหวังพลางมองจิ่งอวี่ชวน “พ่อ ลองดูบ้างไหมครับ?”
“ได้ พ่อจะลองดู”
มือของจิ่งอวี่ชวนใหญ่ จับตะเกียบได้มั่นคงดี แต่น่าเสียดายที่ลูกแก้วไม่ค่อยเชื่อฟัง ทุกครั้งที่กำลังจะคีบไปใส่กะละมังด้านขวา มันก็เหมือนมีความคิดเป็นของตัวเอง ร่วงลงไปในช่องว่างระหว่างกะละมังทั้งสองใบ
“...หมดเวลา” คนที่รับหน้าที่นับกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ เขาเห็นทั้งนิ้วมือที่สั่นระริกและมุมปากกระตุกของวิศวกรจิ่งชัดเจน “สามเม็ด ได้บัตรรางวัลหนึ่งใบ”
จิ่งโจวรับบัตรรางวัลมาอย่างเอาใจใส่ แล้วยังปลอบจิ่งอวี่ชวน “ไม่เป็นไรครับพ่อ คนเราก็ต้องมีเรื่องที่ไม่ถนัดบ้าง”
“...พ่อขอบใจลูกจริง ๆ”
จิ่งโจวหันไปถามเซี่ยงเถียน “แม่จะลองไหมครับ?”
“แม่ไม่เล่นหรอก” เซี่ยงเถียนยิ้มจนมือสั่นเล็กน้อย “ไปกันเถอะ ไปดูข้างหน้ากัน”
พวกเขาเดินเลียบราวไม้ไผ่ไปถึงสนามเกมที่สอง เกมแต่ละอย่างจัดวางเรียงกันเป็นรูปตัวเอส ระหว่างสนามเกมมีการแสดงเชิดมังกรและเชิดสิงโต
“ข้างในเล่นอะไรกันครับ?” จิ่งโจวเขย่งเท้าแล้วก็ยังมองไม่เห็น
“โยนห่วงจ้ะ” เซี่ยงเถียนอธิบายอย่างรู้ดี “ครอบครัวละสิบห่วง โยนคล้องแท่งเหล็กได้หนึ่งแท่งก็ได้บัตรรางวัลหนึ่งใบ”
