เซี่ยงเถียนรู้สึกว่าการปรับตัวเข้ากับครอบครัวนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนต่างมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนคนที่เพิ่งค้นเจอจากความทรงจำ ราวกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตลอด 18 ปีคือตัวเธอเอง!
“รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เจอกันที่ภัตตาคารรัฐตอน 8 โมงนะ!” หยางหวยฮวากินเสร็จก็เร่งขึ้นมา
“ได้ ๆ รู้แล้วน่า”
“เถียนเถียน เอาเงินนี่ไป ก่อนจะตกลงกันได้ เราอย่าใช้เงินจากผู้ชายที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเลย” เซี่ยงอิ๋นล้วงกระเป๋าหยิบเงิน 5 หยวนกับคูปองอาหารหนักครึ่งกิโลออกมา
หยางหวยฮวากลอกตา “เดือนนี้นายกะจะรัดเข็มขัดจนคอขาดหรือไง?”
เซี่ยงอิ๋นหงายฝ่ามือ “เมียจ๋า ฉันไม่มีเงินแล้ว~”
หยางหวยฮวาตบฝ่ามือเขาดังเพียะ “ฉันก็ไม่มีเหมือนกัน!”
“พ่อ เมื่อวานแม่ให้เงินหนูแล้วค่ะ” เซี่ยงเถียนอยากยัดเงินคืนให้เซี่ยงอิ๋น
“เก็บไว้เถอะ พ่อให้” เซี่ยงอิ๋นทำหน้าเว้าวอนใส่หยางหวยฮวา “ฉันไปทำงานแล้วนะ!”
หยางหวยฮวาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสามีตัวเองยังมีเงินอยู่ในกระเป๋าแน่นอน! เธอไม่สนใจเขา แค่ตบมือปัด ๆ “ฉันก็ไปทำงานแล้วเหมือนกัน”
เซี่ยงเถียนมองพ่อแม่โต้ตอบกันไปมาแล้วอดยิ้มไม่ได้ ครอบครัวของเธอช่างมีความสุขจริง ๆ!
“พี่ ผมไปโรงเรียนแล้วนะ ถ้ามีใครรังแกก็บอกผม ผมจะเอาคืนให้พี่เอง”
“ได้ ๆ พี่ต้องฝากความหวังไว้กับเธอแล้วล่ะ”
เมื่อคนในบ้านออกไปกันหมด ก็เหลือเซี่ยงเถียนเพียงคนเดียว เธอคิดวิธีอื่นไม่ออก จึงได้แต่ทำใจแล้วค่อย ๆ แก้ปัญหาไปทีละก้าว
มิติเก็บของคือหลักประกันของเธอ เธอไม่ได้คิดจะแต่งงานกับผู้ชายที่เพิ่งเจอหน้าแค่ครั้งเดียวเสียหน่อย
ตอนนี้เป็นปี 1972 หมายความว่าหากลงชนบทไป อีก 5 ปีก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วกลับเข้าเมืองได้
เซี่ยงเถียนคิดคำนวณไปพลางเปลี่ยนเสื้อผ้าไปพลาง เดือนกันยายนในมณฑลหลู่ยังถือว่าอากาศเย็นสบาย
เธอหยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงินมาใส่คู่กับกางเกงสีดำ
กระจกพลาสติกสีแดงมีขนาดแค่ฝ่ามือ ส่องให้เห็นทั้งตัวไม่ได้ แต่เมื่อเซี่ยงเถียนมองเปียสองข้างหนาที่ห้อยลงมาด้านหน้าอก ซึ่งถักไว้ไม่แน่นนัก ก็รู้สึกว่าดูเชยไปหน่อย
ยังดีที่ใบหน้าเล็ก ๆ นี้ช่วยพยุงภาพรวมได้ ผิวขาวละเอียดเนียนนุ่มยิ่งกว่าผิวเดิมของเธอเสียอีก ทั้งที่ทาครีมหิมะทุกวันเท่านั้น
เซี่ยงเถียนลูบแก้มตัวเองอยู่หลายครั้งกว่าจะยอมปล่อยมือ เธอทาครีมหิมะอย่างอารมณ์ดีอีกครั้ง แล้วจึงไปดูนาฬิกาพกเก่าที่พ่อซื้อมาในราคา 25 หยวนจากร้านทรัสต์ซึ่งขายของมือสอง
7 โมง 40 นาทีแล้ว!
เดินจากบ้านไปภัตตาคารรัฐใช้เวลา 15 นาที เซี่ยงเถียนคว้ากุญแจแล้วออกจากบ้านทันที
บังเอิญเหลือเกิน ตอนเดินผ่านตรอก เธอได้ยินเสียงขลุกขลักเบา ๆ ตามด้วยเสียงครางอู้อี้และเสียงด่าทอของเด็ก ๆ
เซี่ยงเถียนอยากเดินผ่านไป
แต่เท้าที่ก้าวข้ามปากตรอกกลับชะงักลง
เธอแอบมองเข้าไปในตรอก เห็นเด็กสามคนกำลังรุมชกต่อยเด็กอีกคน ปากก็พูดจาหยาบคายไม่หยุด
“แกมันไอ้เด็กไม่มีแม่ เป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง!”
“กล้าต่อยฉันเรอะ!”
“ฉันจะตีแกให้ตาย! ไอ้เด็กไม่มีแม่! ไอ้เด็กไม่มีแม่!”
เซี่ยงเถียนอยากเดินไปต่อ แต่เมื่อเห็นแววตาดื้อรั้นของเด็กคนนั้น ก็ทำให้นึกถึงตัวเองตอนเด็ก
เธอมีหน้าตาสดใสน่ารัก แต่กลับไม่เป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์ มักถูกแอบรังแกอยู่เสมอ
หน้าท้องกับต้นขาของเธอมักเขียวช้ำเป็นจ้ำ ๆ จนกระทั่งครั้งหนึ่งถูกแกล้งหนักเข้า เธอก็กัดแขนเด็กผู้หญิงที่รังแกเธอแน่น ไม่ใช่แค่กัดไว้ แต่กัดจนเนื้อหลุดออกมาจริง ๆ!
หลังจากครั้งนั้นก็ไม่มีใครรังแกเธออีก และก็ไม่มีใครเข้าใกล้เธออีกเช่นกัน!
แม้แต่ผู้อำนวยการกับครูในสถานสงเคราะห์ก็ยังหลบหน้าเธอ ตอนสอบเข้าโรงเรียนมัธยมต้น เธอสอบติดโรงเรียนประจำ แล้วก็ไม่เคยกลับไปที่สถานสงเคราะห์แห่งนั้นอีกเลย
เซี่ยงเถียนใช้จิตสำนึกกวาดดูในมิติ แล้วหยิบไม้เบสบอลออกมา!
เธอกำไม้เบสบอลแน่น เดินฉับ ๆ เข้าไปในตรอก “หยุดเดี๋ยวนี้!” เธอตวาดเสียงดัง เด็กทั้งสี่สะดุ้งกับเสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน แล้วหันมามองเซี่ยงเถียน
“เข้ามาสิ! ฉันจะตีฟันแกให้ร่วงหมดปากเลย!” เซี่ยงเถียนจ้องเขม็งพลางโบกไม้เบสบอล
เด็กทั้งสามเห็นท่าไม่ดี ก็หันหลังเตรียมวิ่งหนี
เซี่ยงเถียนตาไวมือไว เหวี่ยงไม้ฟาดลงบนก้นเด็กคนหนึ่ง เขาร้องโอดโอยไม่หยุด วิ่งหนีเร็วกว่าเดิมเสียอีก
เซี่ยงเถียนพาดไม้เบสบอลบนบ่าอย่างพอใจ มองเด็กชายที่กำลังปัดเสื้อเตรียมจากไปแล้วเลิกคิ้ว “ไม่มีมารยาทเลย!”
จิ่งโจวเม้มปากจนไปกระทบแผลที่มุมปาก เขาก้มตัวคำนับ “ขอบคุณครับ!”
ความสุภาพที่มาอย่างกะทันหันทำให้เซี่ยงเถียนทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง “ไปเถอะ ๆ ลูกผู้ชายแค้นสิบปียังไม่สาย เธอคนเดียวสู้สามคนย่อมเสียเปรียบอยู่แล้ว!”
จิ่งโจวมองเซี่ยงเถียนลึก ๆ แวบหนึ่ง ไม่พูดอะไรสักคำแล้วเดินจากไป
เซี่ยงเถียนใช้ไม้เบสบอลเคาะฝ่ามืออีกข้าง อารมณ์ดีพลางเก็บไม้เบสบอลเข้ามิติ ถึงไม่มีนาฬิกาข้อมือ แต่ก็รู้ว่าตัวเองต้องมาสายแน่แล้ว
เธอจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เดินออกจากตรอกแล้วรีบเร่งไปภัตตาคารรัฐ
เพราะเป็นตอนเช้า ภัตตาคารรัฐจึงมีคนไม่มากนัก
มีโต๊ะทั้งหมด 5 ตัว ในจำนวนนี้ว่างอยู่ 3 ตัว
โต๊ะหนึ่งมีชายหญิงนั่งอยู่ด้วยกัน อีกโต๊ะมีผู้หญิงคนหนึ่งกับเด็กที่เธอเพิ่งเจอเมื่อครู่นั่งอยู่
ในใจเซี่ยงเถียนหักคะแนนผู้ชายคนนั้นไปแล้ว!
ไม่เพียงมีลูกชายโตขนาดนั้น แล้วยังมาสายตอนนัดดูตัวอีก!
แต่เซี่ยงเถียนก็ไม่ได้เดินออกไปทันที ถือโอกาสกินมื้อเช้าพอดี!
เธอสั่งนมถั่วเหลืองหนึ่งถ้วยกับปาท่องโก๋หนึ่งแท่ง
แล้วนั่งที่โต๊ะด้านหลังผู้หญิงคนนั้น
บทสนทนาจากด้านหลังดังชัดเข้าหู
“คุณมาดูตัวเหรอ?” เสียงเด็กชายยังเจือความไร้เดียงสาอยู่บ้าง แต่แสร้งทำเป็นผู้ใหญ่
“เธอเป็นใคร?”
“ผมมาแทนพ่อ” จิ่งโจวแค่นเสียง “ผมเห็นแวบเดียวก็รู้แล้วว่าคุณไม่เหมาะกับพ่อผม ดูการแต่งตัวของคุณสิ ฉูดฉาดไปหมด ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่จะใช้ชีวิตอย่างมั่นคง หน้าก็ขาวอยู่แล้ว ยังเอาแป้งมาทาหน้าอีก ช่างฟุ่มเฟือยจริง ๆ!”
ผู้หญิงคนนั้นถูกจิ่งโจวพูดสวนไม่หยุดจนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “เด็กคนนี้พูดจายังไงกัน ไม่มีใครสั่งสอนหรือไง!”
จิ่งโจวกอดอก “ผมมีใครสั่งสอนหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก ยังไงคุณกับพ่อผมก็ไม่เหมาะกันอยู่ดี คุณสหายเซี่ยงเถียน!”
ผู้หญิงคนนั้นลุกพรวดขึ้นตบโต๊ะดังปัง! “แกนั่นแหละสหายเซี่ยงเถียน ทั้งครอบครัวแกก็เป็นสหายเซี่ยงเถียนกันหมด!”
“คุณไม่ใช่เซี่ยงเถียนเหรอ?”
เซี่ยงเถียนกำลังดื่มนมถั่วเหลืองอยู่ จู่ ๆ ก็สำลักขึ้นมา
เด็กที่เธอเพิ่งช่วยไว้เป็นลูกชายของคู่ดูตัวเธอเหรอ?
ขณะที่กำลังคิดอยู่ ประตูภัตตาคารรัฐก็ถูกผลักเปิด ชายสูง 180 เซนติเมตรก้าวเข้ามาพร้อมแสงอาทิตย์ที่ส่องสวนเข้ามาด้านหลัง
คิ้วตาของเขาลึกล้ำ สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบางเม้มสนิท เผยกลิ่นอายเย็นชาห่างเหิน เส้นผมจัดทรงเรียบร้อยแต่ยังดูเป็นธรรมชาติ เสื้อจงซานสีดำที่สวมอยู่ตัดเย็บพอดีตัว ยิ่งขับให้รูปร่างของเขาสูงสง่าขึ้นไปอีก
พอจิ่งโจวเห็นชายคนนั้นก็ตกใจจนย่อตัวลง หวังใช้โต๊ะบังตัวเอง
“จิ่งโจว!” เสียงนั้นไม่ต้องตวาดก็แผ่อำนาจน่าเกรงขาม
จิ่งโจวยืนขึ้น มือทั้งสองข้างบิดไปมา น้ำเสียงเบาจนน่าสงสาร “พ่อ...”
จิ่งอวี่ชวนเหลือบมองจิ่งโจว ก่อนเดินไปตรงหน้าผู้หญิงคนนั้น “ขอโทษด้วยนะครับ สหายเซี่ยงเถียน ลูกชายผมไม่รู้ความ การดูตัววันนี้ถือว่าไม่ต้องแล้วกัน”
ตอนแรกผู้หญิงคนนั้นเห็นชายรูปหล่อเดินเข้ามา ก็แอบเขินอยู่เหมือนกัน แต่พอได้ยินคำพูดนั้นก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที “ใครเป็นสหายเซี่ยงเถียนกัน? บ้าไปแล้ว! ลูกชายก็บ้า พ่อก็ยังบ้าอีก!”
จิ่งอวี่ชวนกับจิ่งโจวมองหน้ากันเงียบ ๆ มองตามแผ่นหลังของผู้หญิงที่เดินจากไปอยู่นาน
เซี่ยงเถียนยกมือขึ้นเงียบ ๆ “บังเอิญจัง! ฉันคือสหายเซี่ยงเถียนเอง!”
