“หมู่บ้านโหมวเป่ยมีลูกหลานวีรบุรุษแท้ ๆ แต่กลับมีคนเป็นพวกค้ามนุษย์ด้วย” จิ่งอวี่ชวนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจนใจหรือประชดกันแน่ ความรู้สึกในใจซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
“โหมวจ้วงถูกไล่ออกจากหมู่บ้านโหมวเป่ยแล้ว” จิ่งจวิ้นกังก้มหน้ากุมขมับ เขาโทรศัพท์ไปหาโหมวเต๋อจวิน “โหมวจ้วงพยายามทำมิดีมิร้ายปัญญาชนหญิงที่ลงชนบทในหมู่บ้าน แถมยังคุกคามไม่ใช่แค่คนเดียว ถึงขั้นผลักคนหนึ่งตกน้ำ โชคดีที่ป้าคนหนึ่งซักผ้าอยู่แถวนั้นช่วยขึ้นมาได้ทัน โหมวเต๋อจวินเลยไล่โหมวจ้วงออกจากหมู่บ้านโหมวเป่ยด้วย”
ภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจิ่งอวี่ชวนจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ “เขาไปเข้าพวกค้ามนุษย์หลังจากถูกไล่ออกมาหรือ?”
มุมปากจิ่งจวิ้นกังกระตุกเล็กน้อย “ตามคำให้การของโหมวจ้วง เขาเห็นคนในกลุ่มค้ามนุษย์หลอกเด็กสาวคนหนึ่ง เขาไม่เพียงไม่ห้าม ยังช่วยจัดการเรื่องให้เรียบร้อย จึงได้รับความชื่นชมจากหัวหน้ากลุ่มค้ามนุษย์ แล้วก็เข้าร่วมกับพวกนั้น”
“ตอนนั้นแถวร้านอาหารของรัฐไม่มีพวกเดียวกันอยู่ด้วยหรือ?” เซี่ยงเถียนสงสัย ตอนนั้นพวกเขาทำกันโจ่งแจ้งขนาดนั้น ไม่ได้ให้พวกเดียวกันไปส่งข่าวหรือ?
“โหมวจ้วงอาสารับหน้าที่ไปซื้ออาหาร พวกนั้นต้องขึ้นรถไฟตอนหกโมงเย็น ยังมีเรื่องต้องจัดการอีกหลายอย่าง เลยปล่อยให้เขาไปคนเดียว”
“งั้น… ที่เขาคิดจะลักพาตัวอีอีไป ก็เป็นความคิดชั่ววูบหรือ?” จิ่งอวี่ชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อืม” จิ่งจวิ้นกังพยักหน้า “โลภไม่รู้จักพอ สุดท้ายก็พังเพราะความโลภ”
