“ฉันชื่อซุนเหมียว ทุกคนเรียกพี่ซุนกันทั้งนั้น ฉันอายุมากที่สุดในฝ่ายประชาสัมพันธ์ ลูกสาวฉันอายุไล่เลี่ยกับเธอเลย” ซุนเหมียวพูดหยอกพลางยิ้ม “แต่จะเรียกป้าไม่ได้นะ”
“พี่หลิว พี่ซุน” เซี่ยงเถียนยิ้มตอบ
“ฉันชื่อซุนเว่ยเซียง” เสียงของเขาไพเราะมาก เป็นเสียงนุ่มสบายราวกับคลื่นทะเล แต่กลับไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาเท่าไร
ซุนเว่ยเซียงสูงราวร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตร อยู่ท่ามกลางสาว ๆ หลายคนก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร ศีรษะกลม ตาเล็ก ผิวคล้ำอยู่บ้าง เซี่ยงเถียนคิดว่าถ้าจะให้บรรยาย ก็คงดูเหมือนคาปิบาราตัวหนึ่ง
“สวัสดีค่ะ” เซี่ยงเถียนพยักหน้าอย่างสุภาพ
ซุนเหมียวดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งมา “นั่งสิ เถียนเถียน แผนกเราไม่ค่อยยุ่งหรอก อยู่ไปเดี๋ยวก็รู้เอง”
“ค่ะ” เซี่ยงเถียนนั่งลงอย่างว่าง่าย
“พอดีต้นเดือนต้องเปลี่ยนกระดานข่าว เธอก็ช่วยถิงถิงคิดไอเดียหน่อย เน้นธีมฉลองปีใหม่ก็พอ” ซุนเหมียวโบกมือ “กลับไปทำงานกันได้แล้ว ยังจะยืนอยู่ทำไม?”
ทุกคนกลับไปนั่งที่ เซี่ยงเถียนอยู่โต๊ะตัวสุดท้าย พอเงยหน้าก็เห็นแผ่นหลังของทั้งสามคน แต่ละคนดูตั้งใจทำงานกันทั้งนั้น
แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าซุนเว่ยเซียงที่นั่งโต๊ะแรกกำลังขยับมือถักอย่างคล่องแคล่ว บางครั้งก็มีไหมพรมสีแดงโผล่ให้เห็นจากด้านหลัง
เซี่ยงเถียนอ้าปากค้าง นี่...กำลังถักผ้าพันคออยู่หรือ?
ก็จริงสิ ใครบอกว่าผู้ชายถักผ้าพันคอไม่ได้ล่ะ? เธอสนับสนุนเต็มที่
ซุนเหมียวที่นั่งโต๊ะทำงานตัวที่สองยิ่งสบายใจเข้าไปใหญ่ เซี่ยงเถียนนั่งอยู่ตรงนี้ยังได้ยินเสียงเปลือกถั่วลิสงแตกกรอบชัดเจน แถมซุนเหมียวยังอุตส่าห์แบ่งให้เธอกำมือหนึ่ง “กินสิ ไม่ต้องเกรงใจพี่ซุน”
