จิ่งจวิ้นกังกับสวี่ชิงอวี้ต่างก็มองออกว่าโม่ซีรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ จึงไม่ได้ซักถามอะไรเธอเป็นพิเศษ
กลับเป็นจิ่งโจวที่ถามอย่างสงสัยว่า “ตงเป่ยมีทั้งกระบองตีเก้ง ใช้กระบวยตักปลา ไก่ฟ้าบินลงหม้อข้าวจริง ๆ เหรอครับ?”
หลินซงอวี่ยิ้มมุมปาก พลางมองจิ่งโจวอย่างขบขัน “ไปได้ยินใครพูดมา?”
“แม่ผมครับ” จิ่งโจวเช็ดมุมปากอย่างสง่างาม “แม่บอกว่าตอนนั้นแม่คิดจะไปลงชนบทเป็นปัญญาชนที่ตงเป่ยด้วย”
ลูกกระเดือกของหลินซงอวี่ขยับ เขาอ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะเค้นคำถามออกมาได้ “...แล้วทำไมไม่ได้ไปล่ะ?”
ถามจบก็รู้สึกว่าตัวเองถามอะไรโง่ ๆ จึงหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง “ไม่ไปก็ดีแล้ว ไม่ไปน่ะดีแล้ว ฤดูหนาวที่ตงเป่ยหนาวจนแข็งตายได้จริง ๆ หูโดนความเย็นจนแค่ถูเบา ๆ ก็หลุดแล้ว”
“หา?”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินซงอวี่รู้สึกว่าปากตัวเองมีปัญหา พูดอะไรก็ไม่เข้าท่าสักอย่าง
จิ่งจวิ้นกังได้แต่กุมขมับอย่างจนใจ ช่วยแก้สถานการณ์ให้หลินซงอวี่ “คงไม่ใช่แค่เดินอยู่ข้างนอกแล้วหูจะหลุดหรอกครับ”
“ใช่ ๆ” หลินซงอวี่เหลือบมองจิ่งโจวอย่างระมัดระวัง ก่อนรีบพูดว่า “ด้านหลังหน่วยเรามีป่าสนอยู่ ในป่ามีกระรอกตัวเล็ก ๆ เยอะเลย น่ารักมาก”
“ผมเคยเห็นครับ” จิ่งโจวพยักหน้าอย่างจริงจัง
“แล้วยังมีเสือไซบีเรียด้วย” หลินซงอวี่ไม่รู้ว่าคิดก่อนพูดหรือเปล่า พอพูดออกไป ทุกคนก็เงียบกริบ
โม่ซีเงียบ ๆ กินเนื้อไม่ติดมันที่มีคนคีบแยกไว้ให้จนหมด โดยไม่แทรกบทสนทนา สภาพความเป็นอยู่ในหน่วยของพวกเขาค่อนข้างลำบาก เธอไม่อยากให้จิ่งโจวต้องไปลำบากด้วย ยิ่งกว่านั้น หากทั้งเธอกับหลินซงอวี่ออกไปปฏิบัติภารกิจพร้อมกัน ปล่อยจิ่งโจวอยู่บ้านคนเดียวก็ยิ่งไม่ได้
