หิมะนอกหน้าต่างยังคงโปรยปราย เกล็ดหิมะเกาะแน่นอยู่บนกระจก แสงไฟสีเหลืองนวลในห้องนั่งเล่นส่องลงบนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยกับข้าวร้อนฉ่า ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาเป็นสาย
พ่อเจียงเดินออกมาจากห้องครัว กวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นใคร จึงหันไปมองเสิ่นเจวี้ยนอย่างสงสัย
“เสี่ยวเจวี้ยน พ่อแม่เธอล่ะ? ป่านนี้แล้วยังไม่มาอีก กับข้าวเย็นหมดแล้วจะไม่อร่อยนะ”
มุมปากเสิ่นเจวี้ยนมีรอยยิ้มจนใจแต้มอยู่เล็กน้อย
“เดิมทีจองตั๋วเครื่องบินรอบบ่ายไว้ครับ แต่เจียงเฉิงหิมะตกหนัก เที่ยวบินถูกยกเลิกหมด พวกเขาเลยบินไปต่างประเทศหนีหนาวกันเลย เพิ่งส่งข้อความมาบอกผมเมื่อกี้ครับ”
พ่อเจียงได้ยินแล้วก็หัวเราะ
“สองคนนั้นก็เป็นแบบนี้ทุกปี พอเข้าหน้าหนาวก็วิ่งไปทั่วโลก ทิ้งลูกไว้บ้านคนเดียว”
“นั่นสิคะ เมื่อกี้ฉันก็เพิ่งบอกเสี่ยวเจวี้ยนไป พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ต่อไปก็มากินข้าวที่บ้านเราแล้วกัน เพิ่มตะเกียบอีกคู่เดียวเอง” แม่เจียงพูด
เจียงมู่คาบตะเกียบไว้ในปากแล้วพยักหน้า
“ใช่แล้วพี่ มาเถอะ ยังไงก็อยู่ห่างกันแค่ตึกเดียว เดินมาไม่กี่ก้าวเอง”
เสิ่นเจวี้ยนยกมุมปากขึ้นนิด ๆ สายตาเหลือบมองศีรษะที่ก้มต่ำอยู่ข้างกายอย่างไม่ตั้งใจ
“งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ รบกวนด้วย”
ตั้งแต่เจียงหนิงนั่งลง เธอก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
เสิ่นเจวี้ยนอยู่ทางขวามือของเธอ ขายาวงอเล็กน้อย บางครั้งหัวเข่าก็เฉียดโดนขากางเกงของเธอ ความร้อนผ่าวแผ่ผ่านผ้าเนื้อบางมาแตะผิว
เธอจึงขยับไปทางซ้ายเล็กน้อย ตะเกียบเขี่ยข้าวในชามไปมา จนแทบจะบดข้าวเป็นโจ๊กอยู่แล้ว
จู่ ๆ ก็มีเนื้อกุ้งที่แกะเปลือกเรียบร้อยวางลงในชาม เนื้อขาวนุ่มชุ่มน้ำจิ้มที่เคลือบเป็นสีน้ำตาลอ่อน
เจียงหนิงเงยหน้า สบเข้ากับสายตาที่เสิ่นเจวี้ยนทอดลงมา
