【แถวนี้มีตลาดวัสดุก่อสร้างอยู่แห่งหนึ่ง รับคนงานขนของ จ่ายค่าแรงรายวัน ไม่ตรวจบัตรประชาชน ด้วยรูปร่างอย่างพระเอก แค่แบกอิฐวันเดียวเถ้าแก่ก็คงยิ้มแก้มปริ】
เจียงหนิงเหลือบมองไปทางห้องน้ำ ภาพเคอเหยี่ยนในชุดทำงาน กำลังแบกปูนพลันผุดขึ้นมาในหัว
เขาตัวสูงใหญ่ ดูท่าจะทำได้เหมือนกัน
หกโมงเช้าของวันถัดมา ตอนนาฬิกาปลุกดัง เจียงหนิงรู้สึกเหมือนเพิ่งหลับตาไปเมื่อครู่
เธอฝืนลุกขึ้นมา แล้วก็พบว่าเคอเหยี่ยนแต่งตัวเรียบร้อยยืนอยู่ข้างเตียงแล้ว ดูสะอาดสะอ้านสดชื่นไปทั้งตัว
“ทำไมตื่นเช้าจังเลยคะ?”
“นอนไม่หลับ” เคอเหยี่ยนยื่นเสื้อผ้าให้เธอ “เมื่อคืนคุณพลิกตัวตั้งสิบกว่าครั้ง นอนข้างผมแล้วไม่ชินหรือเปล่า?”
“ก็แค่นอนไม่ค่อยหลับน่ะค่ะ”
ห้องเช่านี้มีเตียงกว้างเมตรครึ่งอยู่แค่เตียงเดียว เมื่อคืนเธอตั้งใจจะปูนอนกับพื้น แต่เคอเหยี่ยนกลับปูผ้าห่มลงบนพื้นแล้วบอกว่าจะนอนข้างล่างเอง
เธอจะกล้าปล่อยให้พระเอกที่สูญเสียความทรงจำนอนบนพื้นได้ยังไง เกิดกระแทกหรือเจ็บตัวขึ้นมาจะทำยังไง?
สุดท้ายทั้งคู่ก็นอนหันหลังให้กัน เจียงหนิงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงตลอดทั้งคืน
“คืนนี้ผมนอนพื้นดีกว่า” เคอเหยี่ยนพูด
“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่เหนื่อยนิดหน่อย ปกติเวลานอนฉันไม่ดิ้นเท่าไร…”
“เมื่อคืนคุณถีบผมตั้งสามครั้ง”
“……”
เจียงหนิงหน้าแดงก่ำ เดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน
พอออกมา เคอเหยี่ยนก็เข็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเก่า ๆ ของเธอมาจอดไว้หน้าประตูแล้ว แม้แต่เบาะก็เช็ดจนสะอาดเอี่ยมด้วยผ้าขนหนู
“เมื่อกี้ผมลองดูแล้ว แต่ขี่ไม่เป็น”
เคอเหยี่ยนยืนขายาวอยู่ข้างรถไฟฟ้า สีหน้าดูงุนงงไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
เจียงหนิงอดหัวเราะไม่ได้ “ฉันขี่เป็นค่ะ เดี๋ยวฉันไปส่งคุณเอง”
เคอเหยี่ยนมองเธอทีหนึ่ง แล้วมองเบาะหลังเล็ก ๆ นั่น คิ้วพลันขมวดเข้าหากัน
“คุณจะไปส่งผมเหรอ?”
“ทำไมคะ ดูถูกคนขับผู้หญิงหรือไง?”
“เปล่า” เขาเม้มปาก “ถ้าผมนั่งข้างหลังแล้วคุณล้มขึ้นมาจะทำยังไง?”
“ฉันขี่รถคันนี้ส่งอาหารมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ไม่เคยล้มสักครั้ง คุณวางใจได้ค่ะ”
เจียงหนิงคร่อมขึ้นรถแล้วตบเบาะหลังเบา ๆ
“ขึ้นมาเถอะ อย่ามัวชักช้า เดี๋ยวงานดี ๆ ก็โดนคนอื่นแย่งไปหมด”
เคอเหยี่ยนเงียบไปสองวินาที ก่อนจะคร่อมขึ้นไปนั่งด้านหลัง
พอเขานั่งลง รถไฟฟ้าก็ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด เบาะหลังเล็กเกินไป ส่วนขาเขาก็ยาวเกินไป เขาจึงทำได้แค่งอเข่าอย่างอึดอัด
เจียงหนิงเหลือบมองผ่านกระจกมองหลัง เกือบหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง
ผู้ชายสูงหนึ่งเมตรเก้าสิบต้องงอตัวอยู่บนเบาะหลังรถไฟฟ้าคันจ้อย ภาพตรงหน้าชวนขำจริง ๆ
“คุณหัวเราะอะไร?”
“เปล่าค่ะ นั่งให้ดีนะคะ”
เจียงหนิงบิดคันเร่ง รถไฟฟ้าค่อย ๆ โคลงเคลงก่อนพุ่งออกไป
เคอเหยี่ยนยื่นมือไปคว้าชายเสื้อบริเวณเอวเธอตามสัญชาตญาณ
แม้จะมีเสื้อคลุมบาง ๆ กั้นอยู่ เจียงหนิงก็ยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากปลายนิ้วของเขา ผิวตรงเอวพลันเกร็งขึ้นมา
สายลมพัดผ่านข้างหู เขาได้กลิ่นแชมพูจาง ๆ จากเส้นผมของเธอ หัวใจเต้นเร็วเสียจนผิดปกติ
“ไปทางไหน?” เขาถาม
“เลี้ยวซ้ายข้างหน้า ขี่ต่ออีกสิบนาทีก็ถึงตลาดวัสดุก่อสร้างแล้วค่ะ”
“ตลาดวัสดุก่อสร้าง?”
“ค่ะ ที่นั่นรับคนงานขนของ จ่ายค่าแรงรายวัน ไม่ตรวจบัตรประชาชน”
เคอเหยี่ยนรับคำเบา ๆ แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
เจียงหนิงขี่ไปถึงสี่แยกแล้วหยุดรอสัญญาณไฟ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“เอ่อ…งานขนของเหนื่อยมากนะคะ ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่ไหวก็…”
“คุณคิดว่าผมไม่ไหวเหรอ?”
“……ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไหว”
ไฟเขียวแล้ว เจียงหนิงบิดคันเร่งออกตัว หางตาเหลือบเห็นมุมปากของเคอเหยี่ยนในกระจกมองหลังคล้ายจะยกขึ้นเล็กน้อย
เธอถอนหายใจอยู่ในใจเงียบ ๆ
เอาเถอะ ผู้ชายก็มีศักดิ์ศรีบ้า ๆ ของตัวเองกันทั้งนั้น
หน้าตลาดวัสดุก่อสร้างมีคนงานนั่งยอง ๆ รอรับงานเรียงกันเป็นแถว พอจอดรถแล้วเคอเหยี่ยนก็ลงไปขยับเข่าที่งอจนชา
เจียงหนิงคิดเงียบ ๆ ว่าวันนี้ให้เขาลองทำงานสักวันก่อน ถ้าเหนื่อยเกินไปค่อยหางานที่เบากว่านี้ให้
เคอเหยี่ยนเดินตามหลังเธอมาในระยะครึ่งก้าว สายตาจับอยู่ที่แผ่นหลังของเธอตลอด
เขาไม่รู้ว่าก่อนสูญเสียความทรงจำ ตัวเองเป็นคนแบบไหน
แต่ตอนนี้เขาแน่ใจอยู่เรื่องหนึ่ง
ดูเหมือนว่าเขาจะขาดเธอไม่ได้มากกว่าที่คิด
คนงานสองสามคนข้าง ๆ เงยหน้ามองพวกเขา หนึ่งในนั้นเป็นลุงที่คาบบุหรี่อยู่ เขามองเคอเหยี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้าสองรอบ
“พ่อหนุ่ม มาหางานทำเหรอ?”
“ครับ”
“รูปร่างอย่างนี้ จะยกกระเบื้องหรือแบกปูน?”
เคอเหยี่ยนหันไปมองเจียงหนิง เธอพยักหน้าให้เขา
“ได้หมดครับ”
ลุงหัวเราะ ก่อนตะโกนเข้าไปข้างใน “เฒ่าจาง มีคนหนุ่มกำยำมาแล้ว!”
เฒ่าจางเดินออกมาจากด้านใน อายุราวห้าสิบกว่า มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนเจนจัดที่คลุกคลีอยู่ในตลาดวัสดุก่อสร้างมาครึ่งชีวิต
เขากวาดตามองเคอเหยี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาหยุดอยู่ที่ไหล่กว้างกับแขนกำยำ ก่อนพยักหน้าแล้วพูดว่า
“ร่างกายแข็งแรงดี ไหล่กว้างเอวสอบ ดูก็รู้ว่าเกิดมาเพื่องานใช้แรง ค่าแรงวันละ 300 หยวน ทำตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสองทุ่ม งานหนักทั้งนั้น ยกกระเบื้อง แบกปูน ตอนเที่ยงมีข้าวกล่องให้มื้อหนึ่ง ทำไหวไหม?”
“ไหวครับ”
เฒ่าจางพยักหน้าแล้วเรียกคนข้างในให้ออกมาพาเขาไปเอาชุดทำงาน
เจียงหนิงไม่คิดว่าจะหางานได้ง่ายดายขนาดนี้ เธอเงยหน้ามองเคอเหยี่ยนพลางยิ้มตาหยี
“งั้นตอนเย็นฉันมารับนะคะ”
ผิวของเธอขาวจนแทบโปร่งแสง เวลายิ้ม หางตาจะโค้งขึ้นเล็กน้อย ข้างมุมปากมีลักยิ้มจาง ๆ
ตอนนี้ทั้งตัวเธอราวกับถูกห่อหุ้มด้วยแสงนวลอ่อนโยน
เคอเหยี่ยนอดไม่ได้ เอื้อมมือดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
เจียงหนิงตัวแข็งทื่อ ใบหูร้อนวูบขึ้นมาทันที ไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน
“ทำอะไรคะ? คนตั้งเยอะมองอยู่นะ”
“ตอนเย็นได้เงินค่าแรงแล้ว เราไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อเนื้อกลับไปทำกินกัน”
หัวใจเจียงหนิงพลันปวดแปลบ
เธอนึกว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขานอนโรงพยาบาล เธอเอาไข่ผัดพริกมาให้กินทุกวันจนเขาเบื่อแล้ว
แต่ก็จริงที่เธอไม่มีเงินซื้อเนื้อ บัตรธนาคารของเจ้าของร่างเดิมมีเงินแค่ 5,000 หยวน แถมยังจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เขาไปแล้ว ที่เหลือต้องเก็บไว้จ่ายค่าเช่ากับค่าน้ำค่าไฟ แม้แต่ผักกาดขาวสักหัวเธอยังต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนซื้อ
เธอยิ้มให้เขา “ได้ค่ะ รีบไปเถอะ อย่าให้คนอื่นรอนาน”
เคอเหยี่ยนรับคำเบา ๆ แล้วหันหลังเดินตามเสี่ยวหลี่เข้าไปด้านใน เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมามองเธออีกครั้ง
เจียงหนิงยิ้มพลางโบกมือให้เขา รอจนเห็นเขาเดินลับเข้าไปในโกดังแล้วจึงขี่รถไฟฟ้าออกไป
ระหว่างทาง โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นข้อความจากกลุ่มบริษัททำความสะอาด บอกว่าตอนบ่ายมีงานทำความสะอาดห้องก่อนย้ายออก เป็นห้องชุดสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น จ่าย 80 หยวน ถามว่ามีใครรับงานไหม
เจียงหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกดรับงาน
เงิน 80 หยวนพอให้ซื้อเนื้อเพิ่มอีกหนึ่งกิโลตอนเย็นได้
บ่ายสองโมงครึ่ง เธอถึงเช็ดกระจกบานสุดท้ายเสร็จ
เจ้าของห้องเป็นคุณครูวัยสี่สิบกว่า ตรวจดูงานแล้วพอใจมาก จึงให้ทิปเธอเพิ่ม 20 หยวน แถมยังยัดส้มถุงหนึ่งใส่มือให้
“หนูหน้าตาสวยขนาดนี้ ทำงานอย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอ ทำงานนี้ทั้งสกปรกทั้งเหนื่อย”
เจียงหนิงยิ้มขอบคุณแล้วหิ้วถุงส้มเดินออกมา
เธอนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า ปอกส้มกินหนึ่งลูก น้ำหวานอมเปรี้ยวแตกซ่านในปาก ช่วยให้ขาที่อ่อนล้าจนแทบไม่มีแรงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ทางฝั่งโรงงานวัสดุก่อสร้าง เฒ่าจางทำงานขนของมาครึ่งค่อนชีวิต แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เจอคนบ้าพลังขนาดนี้
คนอื่นยกกระเบื้องทีละหนึ่งหรือสองกล่อง แต่เคอเหยี่ยนวางซ้อนกันทีเดียวสี่กล่อง แบกไว้บนไหล่แล้วยังวิ่งเหยาะ ๆ ได้
คนอื่นแบกปูนมาทีละถุง แต่เขาถือข้างละถุงเหมือนหิ้วลูกไก่ เดินไปเดินมาโดยไม่หอบสักนิด
ตลอดช่วงเช้าเฒ่าจางยิ้มไม่หุบ เจอใครก็ต้องตบไหล่เคอเหยี่ยนแล้วชมว่า
“พ่อหนุ่มคนนี้แรงเยอะจริง ๆ คนเดียวเก่งเท่ากับสามคน!”
เคอเหยี่ยนไม่ใช่คนชอบพูด เขาก้มหน้าก้มตาทำงาน เหงื่อหยดจากปลายคาง เสื้อทำงานด้านหลังเปียกชุ่มแนบลำตัว เผยให้เห็นแนวกล้ามเนื้อรำไร
พี่สาวสองสามคนที่ทำงานอยู่ข้าง ๆ ค่อย ๆ ทำงานช้าลง สายตาพากันเหลือบมองไปทางเขาอยู่เรื่อย
