ขณะนี้จางเยว่กับเกาชีกำลังนั่งยอง ๆ อยู่ท้ายเรือ แกะถุงกันน้ำแบบเสริมความหนาสองใบ ภายในมีชุดป้องกันรังสีแบบเต็มตัวสองชุด ชั้นนอกบุด้วยแผ่นตะกั่ว พร้อมหน้ากากกรองสารพิษและเครื่องตรวจวัดรังสีแบบพกพา
จางเยว่กำลังตรวจสอบขอบซีลของหน้ากาก ส่วนเกาชีกำลังเช็กแบตเตอรี่ของเครื่องตรวจวัด ทั้งคู่ลงมืออย่างคล่องแคล่ว เห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวศึกษามาล่วงหน้าแล้ว
หานมู่เดินเข้าไปหาแล้วนั่งยอง ๆ มองอุปกรณ์ในถุง “จำไว้ หลังขึ้นเรือแล้ว พวกคุณสองคนต้องอยู่บนยอชต์เพื่อเตรียมพร้อมตลอดเวลา ห้ามเข้าปะทะกับศัตรูโดยตรง รอจนควบคุมดาดฟ้าและห้องบังคับการได้แล้ว ค่อยเข้าไปในท้องเรือเพื่อเก็บหลักฐานตามขั้นตอน ถ้าเครื่องตรวจวัดอ่านค่ารังสีได้ก็จดบันทึกข้อมูลและถ่ายรูปเก็บไว้ ห้ามแตะต้องสิ่งของใด ๆ”
จางเยว่พยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
หานมู่ลุกขึ้น เดินไปยังบริเวณดาดฟ้าส่วนหัวเรือ
เย่ยางเอ๋อร์กับลูกทีมทั้งหกคนที่เธอพามาด้วยเตรียมพร้อมกันหมดแล้ว แต่ละคนเหน็บปืนพกไว้ข้างเอว และเสียบซองกระสุนสำรองไว้กับเสื้อกั๊กยุทธวิธี
ที่เอวยังซ่อนมีดยุทธวิธีและสายรัดมัดตัว อุปกรณ์ต่อสู้ระยะประชิดแบบไร้เสียง
ทุกคนแยกย้ายไปประจำอยู่สองข้างของยอชต์ ตรวจสอบอาวุธและอุปกรณ์สื่อสารพร้อมแว่นมองกลางคืนของตน
เย่ยางเอ๋อร์เดินเข้ามาหยุดยืนข้างหานมู่ “จิ้นหนานบอกว่าคุณยิงปืนแม่นมาก”
“คำพูดของเขาอาจไม่ถูกนัก” หานมู่ชักปืนพกออกจากข้างเอว ตรวจดูซองกระสุนแล้วดันกลับเข้าไป ก่อนจะใส่ปืนคืนซอง “แต่เอาไว้ป้องกันตัวในยามฉุกเฉินก็พอได้”
