บทที่ 44 นางเอกวางแผนทวงบุญคุณช่วยชีวิต อาจารย์ของนางเอกขโมยสิ่งประดิษฐ์ของคนอื่นหรือ?
สรุปแล้ว ในสำนักงานทั้งห้อง นอกจากเธอ เจิงเหม่ยลี่ และเฉิงเหว่ยไฉแล้ว ทุกคนต่างก็มีคนหนุนหลังกันทั้งนั้นหรือ?
ไม่สิ ควรจะพูดว่ามีแค่เจิงเหม่ยลี่กับเฉิงเหว่ยไฉที่ไม่มีคนหนุนหลัง ส่วนหวังเชาตอนนี้เป็นพี่ชายบุญธรรมของเธอแล้ว ก็นับว่าเป็นคนหนุนหลังเธอได้เหมือนกันใช่ไหม?
เจิงเหม่ยลี่เล่าเรื่องพวกนี้ให้เธอฟัง คงกลัวว่าเธอจะเผลอพูดจาล่วงเกินคนอื่นเหมือนเมื่อเช้า จึงตั้งใจเตือนเธอ ซูเถียนซาบซึ้งน้ำใจไมตรีนี้
“ขอบคุณค่ะพี่เหม่ยลี่ ฉันเข้าใจแล้ว”
เจิงเหม่ยลี่ยิ้มพลางพยักหน้า “ได้ ฉันแค่บอกเธอไว้ก่อน งั้นฉันขี่จักรยานกลับก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้”
ตอนซูเถียนมาถึงหน้าโรงงาน ลู่เฉินก็รออยู่แล้ว
พอกลับถึงบ้าน ซูเถียนไม่ได้ทิ้งตัวนอนพัก แต่เข้าครัวเตรียมอาหารเย็นกับลู่เฉิน
มื้อเย็นวันนี้มีไข่เจียวพริก มันฝรั่งผัดเนื้อ ผัดผักกาดขาวเปรี้ยวหวาน แล้วก็แกงจืดไข่สาหร่าย
ผักในฤดูหนาวมีอยู่ไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่ก็เป็นกะหล่ำปลี มันฝรั่ง และหัวไชเท้า ซึ่งเก็บไว้ได้นาน ซื้อผักครั้งเดียวช่วงสุดสัปดาห์ก็พอกินไปได้ทั้งสัปดาห์แล้ว
แต่พอเธอเริ่มทำงาน อยากกินเนื้อแกะหรือเนื้อวัวเป็นครั้งคราวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
เพราะของพวกนั้นเธอเอาออกมาจากมิติ แล้วแสร้งทำเป็นซื้อจากตลาดมืด
แม้แต่เนื้อหมู เกรงว่าจะไม่ได้กินทุกวันแล้วด้วย
ถึงเธอกับลู่เฉินจะไม่ขัดสนเรื่องเงิน แต่ซื้อเนื้อในยุคนี้ไม่ใช่มีแค่เงินก็พอ ยังต้องมีคูปองด้วย
จู่ ๆ ซูเถียนก็รู้สึกว่าการไปทำงานและกลับบ้านพร้อมลู่เฉินไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร
เธอควรหาจักรยานมาใช้เอง กลับจากที่ทำงานคนเดียว อยากซื้ออะไรกลับมาก็ซื้อได้ตามใจ
“ลู่เฉิน คุณว่าฉันควรให้เงินย่าสวี่ แล้วให้ท่านช่วยซื้อผักมาให้เราทุกวันไหม?” ซูเถียนถามขึ้นกะทันหัน
ให้กินแต่ผักกาดขาว มันฝรั่ง และหัวไชเท้าทุกวัน เธอก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน คิดดูแล้วจ้างคนช่วยซื้อผักน่าจะดีกว่า บางครั้งมีเต้าหู้ ขึ้นฉ่าย ผักโขม หรือกุยช่ายเหลืองบ้าง จะได้เปลี่ยนรสชาติ
