เขามองสีหน้าของซูชิงหว่าน เห็นว่าเธอไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปมากนัก จึงพูดต่อว่า “อีกอย่าง ตลาดมืดในอำเภอก็มีส่วนของฉันด้วย ฉันทำงานอยู่บริษัทขนส่ง เวลาออกวิ่งทางไกลก็หาของหายากได้ไม่น้อย เอาไปขายที่ตลาดมืดในอำเภอ กำไรก็ไม่เลว”
“สมุดบัญชีเงินฝากสามเล่มนี้ เล่มหนึ่งเป็นรายได้จากตลาดในเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา อีกเล่มเป็นรายได้จากตลาดมืดในอำเภอช่วงสองปีมานี้ ส่วนอีกเล่มเป็นเงินเดือนที่ได้ตามปกติ ฉันแยกเก็บไว้หมดแล้ว หว่านหว่าน นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดของฉัน ยกให้เธอทั้งหมด”
ซูชิงหว่านฟังจนชินชาไปแล้ว
ไหนบอกว่าเป็นแค่คนขับรถของหน่วยขนส่งไง? ทำไมพริบตาเดียวถึงกลายเป็นทั้งคนดูแลตลาดมืดในเมือง แถมยังมีส่วนร่วมกับกิจการตลาดมืดในอำเภออีกด้วย?
เธอได้สติจากความตกตะลึง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ แล้วปฏิเสธ “แบบนี้ไม่เหมาะหรอก”
ลู่จิ่งชวนร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว “หว่านหว่าน ยังไงเธอก็ต้องเป็นภรรยาฉันอยู่แล้ว เงินเก็บของฉันให้เธอจะไม่เหมาะตรงไหน? หรือเธอคิดว่าฉันทำตลาดมืด เป็นเรื่องที่เปิดเผยไม่ได้ แล้วรังเกียจฉัน?”
ซูชิงหว่านแอบคิดในใจ เธอจะไปรังเกียจบ้าอะไรล่ะ
ตัวเธอเองยังอยากทำด้วยซ้ำ จะไปรังเกียจได้ยังไง แถมยังอยากชมเขาสักคำว่าหัวไวและเก่งกาจอีกต่างหาก
ยุคนี้ข้าวของขาดแคลน การใช้คูปองถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ความต้องการกับอุปทานไม่สมดุลจึงทำให้เกิดตลาดมืด ในมุมมองของเธอ นี่ก็เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของประเทศทางอ้อม เป็น “ช่องทางเติมเต็มการดำรงชีวิต” ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน และเป็นลักษณะเฉพาะที่ยุคสมัยนี้สร้างขึ้น