ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เงามืดที่หัวมุมถนนก็มีแมวสีดำตัวหนึ่งกระโจนออกมา ตาสีเหลือง เดินปลายเท้า ร่างกายว่องไวลื่นไหล หางตั้งชี้ฟ้า มันส่งเสียงร้องใส่เย่ฝานชิงสองครั้งด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
“เหมียว~”
ก็แค่แมวตัวหนึ่ง แมวที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
เธอคิดไปเองเอง
ร่างของเย่ฝานชิงที่ตึงเครียดคลายลงทันที คิ้วและแววตานุ่มนวลลงมาก
เธอย่อตัวลง โบกมือเรียกแมวดำตัวน้อย เอ่ยเสียงอ่อนโยน
“น้องเหมียว มานี่สิ”
“เจ้าเป็นแมวที่เพิ่งย้ายมาอยู่เมืองเล็กใหม่เหรอ วันนี้เป็นครั้งแรกที่เจอกันที่นี่นะ”
แมวน้อยทำหน้าเย่อหยิ่ง เดินอู้อี้มาที่มือของเย่ฝานชิง นั่งยอง ๆ เลียอุ้งเท้าตัวเองเ QUIETLY ไม่ยอมเอาหัวไถฝ่ามือเธอ ทำเป็นใจ ๆ ปลายหางพันข้อมือเธอเบา ๆ หนึ่งรอบเป็นการให้ท่า
ในกระเป๋าถือของเย่ฝานชิงมีถุงใบหนึ่งสำหรับใส่ปลาเค็มแห้งโดยเฉพาะ เธอหยิบปลาเค็มชิ้นสุดท้ายออกมา ชี้ให้แมวเห็นแล้วเขย่าไปมา
“ดูสิน้องเหมียว นี่อะไรเอ่ย”
แมวดำตัวน้อยใจร้อน รีบยื่นอุ้งเท้าไปหวังคว้า
ทุกครั้งที่อุ้งเท้าแมวจะถึงปลาเค็ม เย่ฝานชิงก็แกล้งยกขึ้นอีกนิดให้คว้าไม่ถึง
“เป็นปลาเค็มนะ”
เล่นซะหลายรอบ แมวดำน้อยโมโห ก้มตัวลง โก่งหลังโค้งเป็นท่าเตรียมพุ่ง หูตั้งชี้ไปด้านหลังทั้งสองข้าง กระแดะใส่เธอเป็นการข่มขู่ให้รีบยกปลาเค็มมาถวาย
“เอาเถอะ ๆ ไม่แกล้งแล้ว”
เย่ฝานชิงยิ้ม วางปลาเค็มไว้ตรงหน้าแมวดำน้อย “ชวนกินนะ อย่ากระแดะใส่ฉันแล้วเลย”
“เหมียว!”
“เจ้านี่ก็เอาแต่ใจนะ แกล้งไม่ได้เลยสักนิด”
เห็นแมวดำน้อยไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตากินปลาเค็มหอมหวานอย่างเดียว
พอดีรถเมล์เที่ยงบ้านมาถึงพอดี ถ้าพลาดไปต้องรออีก 10 นาที
เย่ฝานชิงเลิกแกล้งมัน เกลี่ยเกลาหัวเล็ก ๆ ของมันเบา ๆ แล้วลุกขึ้นเตรียมไป
ก่อนจาก เธอหันกลับมาพูดกับแมวดำน้อยว่า “พรุ่งนี้เช้ามาเจอกันที่นี่ด้วยนะ ถ้าพรุ่งนี้เจ้ามา ฉันจะเตรียมปลาเค็มอร่อย ๆ ไว้ให้”
รถเมล์เริ่มบีบแตรรุ่มร่าม ท่ามกลางเสียงแตรดังต่อเนื่อง เย่ฝานชิงได้ยินเสียงร้องของแมวเบา ๆ ไม่กี่ครั้ง เธอถือว่ามันรับปากแล้วก็ได้
เย่ฝานชิงคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นผู้โดยสารคนสุดท้ายที่ขึ้นรถ ไม่คิดว่าจะมีคนยิ่งช้ากว่า รถใกล้จะออกตัวแล้วคนนั้นถึงได้วิ่งหอบมา
จากร่างกายและการแต่งกาย น่าจะเป็นผู้ชาย สูงมาก สวมหมวกและผ้าปิดปาก ปกปิดตัวเองไว้มิดชิดหนึบ
เย่ฝานชิงเหลือบมองหนึ่งครั้งก็ไม่ใส่ใจ หันไปมองแสงอาทิตย์ตอนพลบค่ำที่พัดผ่านนอกหน้าต่าง
ในรถว่างเปล่า แทบไม่มีคน
ผู้ชายขึ้นรถแล้วหยอดเหรียญหนึ่งเหรียญลงกล่องรับเงิน แล้วเดินตรงไปยังที่นั่งแถวสุดท้ายตรงมุมแสงสลัว
รถเมล์มาถึงใต้คอนโดของเธอ ไม่มากไม่น้อย พอดีห้าโมงครึ่ง
เย่ฝานชิงแวะร้านดอกไม้ของคุณเดซี่ก่อน ซื้อช่อดอกยูโคเมียสเขียวอ่อนลดราคาเจ็ดส่วน แล้วแวะร้านขายเนื้อและร้านผักฝั่งตรงข้าม ซื้อเนื้อวัวหนึ่งก้อน มะเขือเทศสองสามลูก และผักบุ้งจีนหนึ่งกำมือ
วันนี้เหนื่อยทั้งวัน เธอตัดสินใจจะทำสตูว์เนื้วัวน้ำมะเขือเทศ แล้วต้มซุปผักบุ้งสักหม้อ
เมืองจินส์ตันไม่มีบริการสั่งอาหารถึงบ้านอย่างนี้ มีแต่ทำอาหารเอง หรือเลือกไปกินร้านอาหารข้างนอก
ร้านอาหารในเมืองเล็กแห่งนี้ไม่มีกี่ร้าน ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ราคาแพง มื้อหนึ่งกินค่าจ้างครึ่งวันของเย่ฝานชิงเข้าไปได้ ตั้งครึ่งปอนด์เชียว ยังเป็นการสั่งเมนูถูกที่สุดอีก
แน่นอน ยังมีร้านอาหารราคาถูกจิตรกิริยาอยู่บ้าง เพียงแต่ห้ามฝากความหวังมากไปกับฝีมือการทำอาหารของเจ้าของร้าน
เธอเคยกินมาครั้งหนึ่ง อาหารพอเข้าปาก รสชาติประหลาดก็ชั่วนาทีเดียวท่วมปลายลิ้น กลืนลงไปยากเย็นแทบจะเหลือเชื่อ
นั่นแหละที่เธอไม่ได้จ่ายเงินไปฟรี ไม่งั้นเธออาเจียนคาโต๊ะไปแล้ว
ทั้งวัตถุดิบและดอกไม้ที่เย่ฝานชิงเพิ่งซื้อมารวมกันยังไม่ถึงสามชิลลิง
ในระบบแลกเปลี่ยนเงินตราของโลกใบนี้ หนึ่งปอนด์เท่ากับยี่สิบชิลลิง หนึ่งชิลลิงเท่ากับสิบสองเพนนี
ขนมปังดำน้ำหนักหนึ่งปอนด์ ราคาเพียงหกเพนนี
ขนมปังขาวน้ำหนักเท่ากันราคาเป็นสองเท่า คือหนึ่งชิลลิง กินได้สามวัน
เย่ฝานชิงขอบใจชะตาฟ้าที่ทำอาหารเป็น ทำเองไม่ใช่แค่อร่อยยังประหยัดเงินได้มหาศาล
ไม่งั้นแค่ค่าเช่าบ้านกับค่าน้ำ ไฟฟ้า แก๊สก็กินเงินไปหนึ่งในสามของค่าจ้าง เมื่อรวมกับยา อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม ก็อดออมเงินไม่ได้เลย
ยังไม่นับว่าเธอต้องผ่อนหนี้ให้เสร็จภายในหนึ่งครึ่งปี ไม่งั้นยอดผ่อนจะพุ่งเป็นเท่าตัว
โดยรวมก็คือ หลังฝ่าฟันมาหนึ่งปี เย่ฝานชิงผ่อนหนี้หมดตั้งแต่เดือนที่สามของการกู้ ที่พักยกจากห้องแถวเล็ก ๆ มาเป็นบ้านสองห้องนอนห้องนั่งเล่นหนึ่ง ครัวหนึ่ง ห้องน้ำหนึ่งอย่างปัจจุบัน
ก้าวกระโดดระดับคุณภาพเชียว!
เงินออมของเธอสำเร็จเข้ารอบเลขสองหลักที่ขึ้นต้นด้วย 5 เริ่มมีภูมิคุ้มกันต่อเหตุฉุกเฉินเล็ก ๆ น้อย ๆ
สั้นเข้าความว่า เย่ฝานชิงพอใจกับชีวิตปัจจุบันตัวเองมาก
เดือนแรกหลังทะลุมิติมา เธอยังละเมอฝันอยากกลับไปโลกเดิมอยู่เลย
เสียดายวิธีลองครบทุกอย่างแล้วก็ไร้ผล
ตอนนี้ชีวิตเธอนิ่งแล้ว มีบ้านมีงานเป็นของตัวเอง ทุกอย่างกำลังไปในทางที่ดีขึ้น
จะกลับหรือไม่กลับ ก็ไม่แคร์แล้วจริง ๆ
เพราะในโลกเดิมพ่อแม่เสียไปเมื่อสิบปีก่อน ไม่เหลือสิ่งใดให้รักษาธุระ ไม่ว่าเธอจะใช้ชีวิตอยู่โลกไหนก็เหมือนกัน
ทั้งสองฝั่งก็ไม่มีบ้านของเธอเท่ากัน
เป้าหมายหน้าของชีวิตเย่ฝานชิงคือมีร้านขนมหวานเป็นของตัวเอง
ในเมืองจินส์ตัน ซื้อร้านขนาดสี่สิบตารางเมตรหนึ่งร้านต้องใช้ 2000 ปอนด์ เงินก้อนนี้เธอต้องฝ่าฟันอีกราวสิบปี
ไกลก็ไกล แต่เห็นหัวฝากหัวคิด
เย่ฝานชิงไม่รีบ เงินเธอตั้งใจออมทีละนิด ชีวิตก็ต้องใช้อย่างมีความสุข
เสร็จธุระเย็นทั้งอาหารค่ำและการอาบน้ำ เข็มนาฬิกาพอดีชี้ไปที่แปดโมง
เย่ฝานชิงนอนลงบนเตียง เปิดโทรทัศน์ ตั้งใจดูสักพักแล้วจะเข้านอน
โทรทัศน์เปิดติดเข้าไปก็เจอข่าวประจำเมืองพอดี
“เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 22 เมษายน เมืองของเราเกิดเหตุคนหายที่น่าหวั่นใจ หญิงสาววัย 18 ปีนามว่าอลิซ อาศัยอยู่ถนนกรีน หายไปอย่างปริศนาช่วงบ่ายสามโมง ณ เวลาที่ข่าวออกอากาศ ตำรวจเข้าตรวจสอบแล้ว ครอบครัวและเพื่อนบ้านช่วยกันค้นหากันเต็มที่...”
“ในคดีนี้ ผู้รู้เปิดเผยว่าอลิซเคยมีแฟนหนุ่มที่คบกันมาสามเดือน แต่ครอบครัวไม่รับรองความสัมพันธ์นี้ เมื่อตำรวจทราบจึงเข้าสอบสวน พบว่าแฟนหนุ่มของผู้หาย (เอวาน) ก็หายตัวไปด้วย ทางครอบครัวของเอวานเผยว่า เอวานหายไปเกือบครึ่งวันแล้ว...”
“...มีการคาดเดาว่าทั้งสองนัดหมายกันหนีไปด้วยกัน... ตำรวจกำลังติดตามคดีอย่างต่อเนื่อง...”
ไฟห้องนอนดับแล้ว แสงโทรทัศน์จาง ๆ ระยับบนใบหน้าของเย่ฝานชิง สว่างดับสลับกันไป
เย่ฝานชิงก้มตาลง ขนตายาวบังอารมณ์ในดวงตาไว้
เธอจำอลิซได้ เป็นสาวน้อยที่ยิ้มแล้วหน้าแดง ชอบมาที่ร้านกาแฟตอนบ่ายวันอาทิตย์ทุกสัปดาห์ สั่งทีรามิซุช็อกโกแลตหนึ่งชิ้น
เย่ฝานชิงไม่คิดว่าวันนี้เธอจะหายไปเสียได้
เย่ฝานชิงหวังจากใจจริงให้ตำรวจรีบค้นหาตัวอลิซเจอ เพราะเธอไม่อยากเสญัติลูกค้าน่ารักคนหนึ่งที่ชอบขนมหวานของเธอจากใจจริง
ข่าวคนหายจบลง ข่าวเด่นวันนี้ชิ้นถัดมาคือคาราวานลึกลับที่เดินทางมาถึงเมืองช่วงค่ำเมื่อวาน
ข่าวเผยว่าคาราวานลึกลับนี้คือคณะละครสัตว์เร่ร่อนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก — คณะละครสัตว์ประหลาด
การแสดงต่างจากละครสัตว์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง ทั้งแปลกใหม่ ตื่นเต้น และเหลือเชื่อ
คณะละครสัตว์คาดว่าจะพำนักในเมืองนานหนึ่งเดือน ทุกสัปดาห์มีการแสดงต่างกัน เปิดแสดงเฉพาะค่ำวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เริ่มเจ็ดโมงถึงสิบโมง
ราคาบัตรก็แพงเอาการ ใบหนึ่งถึงกับ 1 ปอนด์!
หนึ่งปอนด์
เท่ากับค่าจ้างหนึ่งวันของเย่ฝานชิง
แพงเกินไปจริง ๆ
พอเห็นราคาเมื่อไร เย่ฝานชิงก็ปลดความคิดอันไกลตัวที่จะไปดูการแสดงทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนั้น
อีกอย่าง ดูละครสัตว์ชุดใหญ่ทางโทรทัศน์ก็สนุกไม่เบา
ดูที่ไหนก็ดูเหมือนกัน ไม่ต่าง
พอขึ้นเวลาสิบโมง เย่ฝานชิงปิดโทรทัศน์ ตั้งใจออกไปยืนเรียวลมที่ระเบียง มองท้องฟ้ายามราตรีสักพักแล้วเข้านอน
ยืนอยู่บนระเบียงไม่มีรั้วปิด ลมราตรีแล้วเบา ๆ ผ่านแก้มเธอ อ้อยอิ่งดึงปลายเส้นผมไปมา
ท้องฟ้ายามค่ำเต็มไปด้วยดวงดาววิบวับ และดวงจันทร์เสี้ยวสีเหลืองอวบอุ่น หลั่งแสงอ่อนโยนลงมา
การยืนพักลมที่ระเบียง คือช่วงเวลาผ่อนคลายส่วนตัวของเย่ฝานชิงเพียงหนึ่งเดียว
เดี๋ยวนะ!
แขนของเย่ฝานชิงพลันพรุนไปด้วยเม็ดพุพอง ร่างที่ผ่อนคลายตึงเครียดขึ้นทันที ปลายนิ้วที่แน่นกำราวบันไดเกือบขาวซีด
มีคนมองเธออยู่
ผิดพลาดไม่ได้เลย
นั่นคือสายตาที่แอบแฝงแต่ปฏิเสธไม่ได้ เต็มไปด้วยความรุกราน ราวกับมีรูปธรรม เหมือนต้องการกลืนเธอลงคอทั้งเป็น
ค่อย ๆ ไล้ปัดผ่านผิวเนื้อที่เปลือยเปล่าของเธอทีละนิ้ว ราวกับจะเกาะติดบนใบหน้าเธอไม่มีวันหลุดหลุด
เหมือน... เหมือนเมื่อตอนบ่ายเป๊ะ ๆ
ร้อนแรงจนเหมือนจะลวกคนเป็นแผล บังคับให้ต้องถอยหนี
เย่ฝานชิงหายใจลึก สายตาค่อยเลื่อนลงต่ำ แหลมหาเป้าหมายโดยไม่ให้รู้ตัว
อยากเห็นให้รู้กันไปข้างหนึ่งว่าใครกันที่ซ่อนตัวข้างหลังทำสะกิดสะกอน กวาดตาดูเธอตามอำเพยราวกับแมลงสาบ!
ห้องของเย่ฝานชิงอยู่ชั้นสอง ติดถนน
เสาไฟถนนด้านล่างสว่าง แสงสีส้มอำพันสาดคลุมพื้นที่ถนนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีมุมที่แสงไม่ถึงอยู่มากมาย มืดสนิท ราวกับในความมืดซ่อนความลับอันพูดไม่ได้
มองหาไปรอบตัว เย่ฝานชิงสงสัยว่าคนนั้นซ่อนอยู่ในตรอกที่มืดสนิท ความมืดกลายเป็นสีพรางของเขา
ทันทีที่สายตาเหลือบไปยังตรอก สายตาร้อนแรงนั้นก็ดับสูญอย่างกะทันหัน ราวกับความรู้สึกเมื่อครู่เป็นแค่ความคิดไปเอง
แต่เม็ดพุพองที่ตระหงักบนแขนบอกเธอว่า ไม่ใช่ความรู้สึกไปเอง
คนเปป้องมองเธอซ่อนอยู่ในตรอกมืดจริง ๆ!
และเขาก็รู้ตัวว่าถูกจับได้แล้ว
เย่ฝานชิงหมดอารมณ์อยู่ต่อที่ระเบียง รีบกลับเข้าห้อง เหวี่ยงประตูกระจกบานเลื่อนของระเบียงปิดล็อกแน่น แล้วดึงม่านปิดมิดชิดหนึบ
นอนลงบนเตียง เย่ฝานชิงหลับไม่ลงซะทีเดียว
ในหัวมั่วมั่งนุ่มมั่ง ไม่หยุดคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
เธอเป็นแค่คนธรรมดา ไม่เคยไปผับหรือตรอกมืด ใช้ชีวิตต่ำ ๆ สายทางการเดินเท้าเท่านั้นก็ร้านกาแฟ บ้าน และสุสานสาธารณะ
แม้หนี้นอกระบบที่กู้มาจะผ่อนหมดแล้ว
แต่เงินออมก็ไม่เหลือมาก จะมาปล้นทรัพย์เธอก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มเลย
ทำไมถึงถูกใครมองตามติด
เย่ฝานชิงคิดไม่ออก
ทว่า สายตานั้นก็เป็นเสียงกระดิ่งเตือนให้เธอระวังตัว
เธอเป็นสาวอยู่คนเดียว บ้านยังอยู่ชั้นสอง ใครอยากปีนระเบียงก็ง่าย
ไม่มีความปลอดภัยเอาซะเลย
หรือว่า... เธอควรจ้างคนมาทำลูกกรงกันขโมยติดระเบียง ปิดล้อมระเบียงให้มิด
ใช่แล้ว พรุ่งนี้ก็หาคนมาติดเลย!
เย่ฝานชิงตัดสินใจเช่นนั้น ก้อนหินที่หนักอึ้งบนอกคลายลง อารมณ์สงบลงทันทีหลายส่วน ไม่นานก็หลับไป
ด้านล่าง
ถนนยามราตรีเงียบสงัด
ลุงแจ็คจูงสุนัขตัวขาวหนึ่งตัว เดินเตร็ดเตร่อย่างช้า ๆ บนถนน
ทันใดนั้น เขาเหลือบเห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่ในเงามืดที่หัวมุมฝั่งตรงข้าม เห็นเพียงชายเสื้อผึ่งมันหนึ่งผืน
วินาทีถัดมาชายผ้านั้นหายวับไป
สีหน้าลุงแจ็คเข้มขึ้นทันที ความรู้สึกไม่ดีโถมขึ้นในอก
อึดอัดแอบแอบ คล้ายจะไม่ใช่คนดีซะด้วย
เขาบริหารปลุกพลังใจให้ตัวเอง จูงหมาไป คนเดียวกับหมาเดินย่อยยัดเข้าไปอย่างระมัดระวัง อยากเห็นให้ชัดว่ามีผีสางอะไรหลบซ่อนอยู่ตรงนั้น
“มาซ่อนตรงนี้ทำอะไร!”
พอหักเลี้ยวผ่านหัวมุม ลุงแจ็คก็ตะโกนลั่นใส่ตรอกนั้น
ตรอกที่มืดสนิทและถูกปิดตันนั้นว่างเปล่าไร้ชีวิต
มีเพียงเสียงสะท้อนของลุงแจ็คกังวานซ้ำไปมา
“ทำอะไร... ทำอะไร... ไร...”
เขาคลายใจได้ แล้วก็เกิดอาการลังเล ขูดหัวเกร็ก ๆ “เอ๊ะ? หรือเมื่อกี้ฉันเห็นผิดไปเอง?”
