“เฉียงจื่อ ถ้านายเสกพี่เขยสุดหล่อที่ขับเอ็กซ์ไฟว์ออกมาได้จริง ๆ ต่อไปฉันจะเรียกนายว่าพี่ใหญ่เลย!” หนุ่มผมทรงเครื่องบินตอนแรกยังระแวงอยู่บ้าง เพราะพี่สาวของหลี่เฉียงสวยจริง ๆ แต่พอเห็นท่าทางของหลี่เฉียงก็คิดว่าอีกฝ่ายคงโม้มากกว่า จึงตบโต๊ะหัวเราะ
“เอาละ ๆ อย่าแกล้งเฉียงจื่อเลย”
เจียงนีเอ่ยขึ้นในที่สุด “ทุกคนก็รู้ว่าช่วงนี้ที่บ้านเฉียงจื่อมีปัญหา อยากรักษาหน้าตัวเองบ้างก็ไม่แปลก แต่พูดกันไม่เลิกแบบนี้ก็เกินไปนะ”
พอเธอพูด ทุกคนก็เปลี่ยนเรื่องคุยทันที เห็นได้ชัดว่าเธอคือคนสำคัญที่สุดในกลุ่มนี้
หลี่เฉียงอัดอั้นอยู่ในใจ เขารู้ว่าหลิวซวนบอกว่าจะมา ก็ต้องมาแน่นอน
เขาก้มมองเวลา พอเงยหน้าขึ้นมา ก็มีเสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำ ๆ ดังมาจากหน้าร้านชานมไข่มุก
รถบีเอ็มดับเบิลยูเอ็กซ์ไฟว์สีดำคันใหม่เอี่ยมจอดลงหน้าร้านอย่างนุ่มนวล
ทุกคนหันขวับไปมองนอกหน้าต่างพร้อมกัน อ้าปากค้าง สีหน้าแข็งทื่อราวกับถูกกดหยุดภาพไว้
หลี่เฉียงยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ ลุกขึ้นยืนแล้วรีบเดินไปที่ประตู ก่อนจะเปิดประตูรถให้อย่างกระตือรือร้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโอ้อวดที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “พี่เขย มาแล้วเหรอ!”
“เฉียงจื่อ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น”
หลิวซวนลงจากรถ พยักหน้าให้หลี่เฉียง แล้วเดินตามเขาเข้าไปในร้านชานมไข่มุก
ทันทีที่ก้าวเข้าประตู เขาก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาแปดคู่จับจ้องมาที่ตัวเอง
ผู้ชายหกคน ผู้หญิงสองคน นั่งล้อมโต๊ะอยู่ ทุกคนแต่งตัวตามสไตล์นอกกระแสอันเป็นเอกลักษณ์ของยุคนี้
ทั้งผมฟู ผมทรงเครื่องบิน ผมย้อมสีฉูดฉาด ต่างหูห่วงที่ใบหู โซ่โลหะคล้องคอ บางคนยังห้อยโซ่เหล็กไว้กับกางเกงยีนส์ เวลาเดินก็ส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง
