กัวหมิงชี้หน้าหลิวซวน ตะโกนเสียงดังจนคนทั้งถนนได้ยิน
หลี่เฉียงเห็นดังนั้น สีหน้าพลันเปลี่ยนไป เขาก้าวพรวดเข้าไปขวางหน้าหลิวซวนทันที ร่างทั้งร่างราวกับกำแพงที่ตั้งตระหง่าน ก่อนจะจ้องกัวหมิงแล้วตะคอกว่า “กัวหมิง แกจะเอายังไง? อยากมีเรื่องอีกแล้วใช่ไหม?”
พูดจบ หลี่เฉียงก็รีบควักโทรศัพท์ออกมา นิ้วกดหมายเลขอย่างรวดเร็วเพื่อโทรเรียกคน
เขาใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในเมืองนี้มาหลายปี ย่อมรู้ดีว่ากัวหมิงไม่ใช่คนที่ควรไปหาเรื่อง
ใครในเมืองนี้บ้างไม่รู้ว่าลูกชายตระกูลกัวเป็นพวกอันธพาลที่เคยตัว?
แต่ในเมื่อหลิวซวนเป็นพี่เขยที่เขายอมรับ วันนี้เขาก็ไม่มีทางปล่อยให้ใครมารังแกต่อหน้าต่อตา
หลี่เชียนร้อนใจจนยื่นมือไปดึงแขนหลิวซวน ลดเสียงลงแต่ยังพูดอย่างรีบร้อน “หลิวซวน เรากลับกันเถอะ อย่าไปปะทะกับพวกเขา คนพวกนี้...”
เธอพูดพลางจะลากหลิวซวนเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรร แต่เขากลับยืนนิ่งราวกับรากหยั่งลึกลงดิน ซ้ำยังตบหลังมือเธอเบา ๆ แรงไม่มาก ทว่าท่าทางสงบนิ่งนั้นกลับทำให้รู้สึกอุ่นใจ เป็นเชิงบอกให้เธอไม่ต้องตื่นตระหนก
ชาติก่อนสิ่งที่หลิวซวนถนัดที่สุดคือการสังเกตสีหน้าคน ความสามารถในการอ่านใจคนแทบฝังอยู่ในกระดูก
เขากวาดตามองกัวหมิงกับคนอีกเจ็ดแปดคนที่อยู่ข้างหลัง ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว
คนกลุ่มนี้ไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องชกต่อยจริง ๆ
บางคนถือไม้ที่เก็บมาจากข้างทาง ขอบไม้ยังขรุขระ จับก็ไม่ถนัด บางคนก็ถือแม่กุญแจรูปตัวยูธรรมดา ๆ โซ่ยังแกว่งไปมา ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของที่ใช้ประจำ
