หิมะโปรยปรายตลอดคืน ทางเดินหินเขียวมีหิมะขาวบางๆ ปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง
เรือนซานฉาอันเงียบสงบมีเสียงสนทนาดังมา ลอดผ่านหน้าต่างลายดอกเหลิ่งฮวาเข้าสู่หูของเสิ่นชิงหลัวในเรือน นางลืมตาที่พร่ามัวขึ้น
หัวเตียงแขวนถุงหอมปักลายขนาดเท่าฝ่ามือ ด้านบนปักอักษร "ฝู" ด้วยไหมทอง เสิ่นชิงหลัวจำได้ ข้างในบรรจุแผ่นยันต์คุ้มภัยอยู่
ปีที่นางอายุสิบสองปี นางป่วยหนัก เป็นไข้สูงไม่ทุเลาสามวัน ท่านย่าเชิญหมอทั่วทั้งเมืองมา และยังไปขอแผ่นยันต์คุ้มภัยจากวัดถานหัวนอกเมืองมา
ยามที่นางสลึมสลือด้วยไข้ ท่านย่านั่งอยู่ข้างเตียงของนาง มัดแผ่นยันต์คุ้มภัยด้วยมือตนเอง เป็นความกรุณาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นางเบาเสียงว่า "หลานยายที่น่าสงสาร รีบหายดีเร็วๆ เถิด"
หลังจากเสิ่นชิงหลัวหายป่วย นางคิดมาตลอดว่าเป็นภาพลวง ท่านย่าเข้มงวด ไม่ยิ้มง่ายๆ ยามสอนนาง ไม้เรียวไม่เคยออกจากมือ แค่ไหนแต่ไรนางผิด ไม้เรียวก็จะฟาดลงมาอย่างหนัก นางจึงเกิดความเคียดแค้น ยามท่านย่าป่วย ไม่เคยดูแลปรนนิบัติซุปยาสักวัน
น้ำตาคลอเบ้าตา เสิ่นชิงหลัวตบหน้าตนเองฉาดหนึ่ง
"คุณหนูใหญ่" หน้าประตูมีเสียงไป๋มัวมัว
เสิ่นชิงหลัวเช็ดน้ำตา "เข้ามา"
ม่านถูกเปิดขึ้น หิมะและลมจากข้างนอกพัดเข้ามาในห้อง ไป๋มัวมัวตาคมเห็นขอบตาแดงก่ำของเสิ่นชิงหลัว ถามนางอย่างระวัง "คุณหนูใหญ่คิดถึงบ้านหรือ?"
บ้านที่นางพูดคือโหวฝู่
เสิ่นชิงหลัวส่ายศีรษะ เสียงอู้อี้ "ข้าคิดถึงท่านย่า"
ไป๋มัวมัวชะงักเท้า นึกถึงคำพูดของเสิ่นชิงหลัวเมื่อวาน จึงนั่งลงบนขอบเตียงอย่างกล้าๆ กลัวๆ "คุณหนูใหญ่ อาหม่อมมีคำพูดบางอย่างไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่"
"หมัวมัวพูดมาเถิด"
"ท่านยายที่เข้มงวดกับคุณหนู ก็เพื่อคุณหนูดี"
เสิ่นชิงหลัวน้ำตาไหลพยักหน้า "ข้ารู้... แค่รู้ช้าไปหน่อย"
"ท่านยายเกิดในครอบครัวพ่อค้า แต่งงานกับท่านปู่ในตอนนั้น ตอนนั้นท่านปู่ยังเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพ ท่านยายออกเรือนไปพร้อมกับทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตระกูลหลี่ ท่านปู่ก็เคารพนับถือท่านยาย"
ไป๋มัวมัวถอนหายใจ "ต่อมาท่านปู่สร้างคุณงามความดีใหญ่ในกองทัพ ได้รับแต่งตั้งเป็นโหว ประทานจวน พอได้เข้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองในวังหลวง ไม่ถึงสองปีก็รับอนุภรรยาที่ร้ายกาจคนหนึ่ง"
เสิ่นชิงหลัว "เป็นบุตรสาวของขุนนางกระทรวงพิธีในตอนนั้น"
ไป๋มัวมัวพยักหน้า "นั่นก็บุตรสาวขุนนางขั้นห้าชั้นหนึ่ง นางเป็นอนุจะอดทนให้สตรีพ่อค้าเป็นภรรยาเอกได้อย่างไร? หลังจากนั้นในจวนก็ไม่สงบสุข ท่านปู่ก็รังเกียจที่ท่านยายพื้นเพต่ำต้อย แม้แต่งานเลี้ยงระหว่างฮูหยินในเมืองหลวงก็ไม่ให้ท่านยายไปแล้ว กลับให้นางเว่ยไปแทน"
นางพูดต่อ "หลังจากท่านยายคลอดท่านโหวในตอนนี้ นึกว่าชีวิตจะมีความหวัง คิดไม่ถึง ท่านโหวผู้เฒ่ารังเกียจพื้นเพของท่านยาย ถึงกับให้ท่านโหวเลี้ยงดูอยู่ในลานของนางเว่ย พอท่านโหวค่อยๆ โตขึ้น ก็รังเกียจแม่แท้ๆ ของตนเอง ตอนท่านโหวอายุสิบปี ท่านยายสิ้นหวัง ย้ายกลับไปอยู่จวนเก่า"
อยู่ก็สามสิบปี
"ระหว่างนั้น ท่านยายไปเมืองหลวงเพียงปีที่ท่านปู่เสียชีวิต ปีนั้น คุณหนูใหญ่อายุสิบปี"
ก็ปีนั้นเอง ท่านยายเสิ่นพาเสิ่นชิงหลัวมาที่จวนเก่า
เพราะถูกคนรอบข้างยุยง เสิ่นชิงหลัวเกลียดท่านย่า ทำให้จากคุณหนูสูงศักดิ์ในเมืองหลวงกลายเป็นสาวบ้านนอก
ก่อนตายนางถึงรู้ ที่ท่านย่าพานางกลับจวนเก่าคือช่วยนาง
ตอนเสิ่นชิงหลัวเกิด เอาเกือบครึ่งชีวิตของฮูหยินแห่งโหวฝู่ไป ท่านโหวที่ไปแข่งม้าข้างนอกก็ตกม้าขาหัก มีผู้วิเศษว่าเสิ่นชิงหลัวเกิดมาข่มพ่อข่มแม่ ฮูหยินแห่งโหวฝู่เชื่อพระพุทธศาสนาที่สุด ใจก็เกิดปมด้อย
ปีถัดจากคลอดเสิ่นชิงหลัว ฮูหยินแห่งโหวฝู่ก็คลอดบุตรสาวอีกคน หน้าตาเหมือนฮูหยินแห่งโหวฝู่ยิ่งนัก ฮูหยินแห่งโหวฝู่รักใคร่ไม่ไหว อบรมสั่งสอนด้วยตนเอง
ส่วนเสิ่นชิงหลัวก็ให้หมัวมัวเลี้ยงดู
ตอนเสิ่นชิงหลัวอายุสิบปี ฮูหยินแห่งโหวฝู่ป่วยหนักครั้งหนึ่ง ไม่หายนาน นางก็เชิญผู้วิเศษมาดู ผลก็คือเสิ่นชิงหลัวข่มนาง ฮูหยินแห่งโหวฝู่โกรธ อีกทั้งเสิ่นชิงหลัวนิสัยไม่น่ารัก เงียบขรึมพูดน้อย ฮูหยินแห่งโหวฝู่ยิ่งเห็นนางไม่ชอบ สั่งให้หวังมัวมัวผลักนางลงน้ำให้จมตาย
ตอนนั้นตรงกับที่ท่านปู่เสียชีวิต คนเยอะสายตาหลากหลายยากแก่การสืบสวน อาจเป็นเพราะสวรรค์เห็นใจเสิ่นชิงหลัว ตอนนางตกน้ำก็ถูกท่านยายเสิ่นที่ไปจวนโหวพบเข้า ช่วยนางไว้ แล้วอ้างว่าจวนเก่าเหงาต้องการคนอยู่เป็นเพื่อน พาเสิ่นชิงหลัวไป
"คุณหนูใหญ่ ท่านยายไม่ให้คุณหนูรู้เรื่องพวกนี้เพราะ นางไม่อยากให้คุณหนูมีความแค้น เด็กคนไหนไม่เฝ้าคอยความรักแท้จริงจากพ่อแม่?" ไป๋มัวมัวว่า "ท่านยายรู้ตลอดว่าหวังมัวมัวยุยงคุณหนู แต่เทียบกับการบอกความจริงกับคุณหนูแล้ว ให้คุณหนูเคียดแค้นนางกลับรู้สึกดีกว่า"
เสิ่นชิงหลัวร้องไห้จนพูดไม่ออก
ชีวิตของท่านย่า ไม่เคยมีใครเข้าใจความทุกข์ในใจนางเลย
สิ่งที่เรียกว่าญาติพี่น้องนั้นมันอะไร?
บ่ายแก่ๆ ไป๋มัวมัวเอาสิ่งของที่ท่านยายทิ้งไว้มา ถึงห้าหีบใหญ่ หีบทองหีบเงินแพรพรรณ วางเต็มห้อง นางภูมิใจยิ่ง "แต่ก่อนตระกูลหลี่เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียง ท่านยายก็เก่งการค้า ทั้งหมดนี้เป็นสินเจ้าสาวที่เก็บไว้เพื่อคุณหนู"
มองของล้ำค่ามากมายตรงหน้า เสิ่นชิงหลัวนึกถึงที่ที่ของสิ่งของพวกนี้จากชาติก่อน ฮูหยินแห่งโหวฝู่ตัดสินใจ นำไปให้เสิ่นชิงอีเป็นสินเจ้าสาว
ฮูหยินแห่งโหวฝู่พูดว่า "เจ้าแต่งกับบ้านยากจนตกต่ำ ไม่ต้องเอาของมากไปเข้ากระเป๋าคนอื่น ส่วนน้องสาวเจ้าแต่งกับตระกูลเย่ที่ทุกคนในเมืองหลวงอยากเข้าใกล้ ถ้าสินเจ้าสาวน้อยไปจะถูกคนดูแคลน"
ดวงตาอำมหิตของเสิ่นชิงหลัววูบหนึ่ง ต่อจากนั้นก็สั่งไป๋มัวมัวอย่างนุ่มนวล อีกทั้งนำกุญแจจัดการเรือนที่ยึดคืนจากหวังมัวมัวมอบให้ไป๋มัวมัว "ต่อไปนี้ ลานของข้าก็ให้หมัวมัวจัดการดูแลแล้ว"
ไป๋มัวมัวกลัวทำไม่ดี อยากปฏิเสธ เสิ่นชิงหลัวกุมมือนาง "ข้าสำนึกได้อย่างยากลำบาก หมัวมัวยังอยากเห็นข้าถูกคนหลอกทำร้ายอีกหรือ?"
ท่านยายเสิ่นรักเสิ่นชิงหลัวที่สุด ในใจส่วนตัวไป๋มัวมัวถือว่าเสิ่นชิงหลัวเป็นลูกสาว จะเห็นนางถูกคนยุยงอีกได้อย่างไร ก็จำต้องรับกุญแจ "อาหม่อมจะดูแลให้คุณหนูใหญ่อย่างดี"
หน้าประตูมีเสียง "เอี๊ยด" ดังมา ไม่นาน เด็กหนุ่มใหญ่ก็ปรากฏตัว เขารักษากฎมารยาทยืนอยู่หน้าประตูไม่เข้ามา
เสิ่นชิงหลัวขำที่เขาตัวเล็กแต่ทำเป็นผู้ใหญ่ โบกมือเรียก "โต้วจื่อ เจ้ามา"
เด็กหนุ่มใหญ่ถึงได้เข้าบ้าน ไม่มองซ้ายมองขวา ก้มหน้ามองพื้น "เจ้าเรียกข้ามาทำอะไร?"
"เด็กคนนี้ กับคุณหนูใหญ่ต้องเคารพนบนอบ" ไป๋มัวมัวขมวดคิ้วเตือน เห็นเสิ่นชิงหลัวไม่มีสีหน้าไม่พอใจถึงวางใจ
คุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปจริงๆ เปลี่ยนไปในทางดี
อาจไม่อยากฟังแม่บ่น โต้วจื่อย่อตัวคารวะ "พบคุณหนูใหญ่"
เห็นหางตาเด็กมีรอยฟกช้ำ เสิ่นชิงหลัวถาม ไป๋มัวมัวปวดใจว่า "เด็กคนนี้กตัญญู เมื่อวานเพื่อปกป้องข้า..."
เสิ่นชิงหลัวลูบศีรษะเขา ยิ้มพูดว่า "ความกตัญญูเป็นใหญ่ ข้าคิดว่าเจ้าต่อไปต้องมีอนาคตไกล"
ตอนนางตาย โต้วจื่อก็ตายด้วย
ในวิหารร้าง พวกขอทานไม่ยอมให้เสิ่นชิงหลัวคนใกล้ตายเข้ามาอยู่ในนั้น ทำที่สกปรก ข่มขู่ให้ไป๋มัวมัวโยนนางทิ้ง
โต้วจื่อเพื่อปกป้องนาง ถูกหลายคนตีจนตาย ก่อนตาย เขาจ้องเสิ่นชิงหลัว แต่หางตามีน้ำตา "ข้าตั้งแต่เล็ก... ตั้งแต่เล็กก็เกลียดเจ้า เจ้าหยิ่งยโสคิดว่าตัวเองสูงส่ง... ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็สมควรแล้ว เจ้าอย่ามาตายกับข้า ถ้าเกิดไปเกิดที่เดียวกันกับข้าล่ะก็..."
พูดไม่ทันจบ ก็หลับตาคู่สวยนั้นลง
โต้วจื่อยังไม่รู้ว่าตนเองมีชาติก่อนที่น่าเวทนา เขาเป็นเด็กที่ไป๋มัวมัวเก็บมา รู้เพียงแม่เลี้ยงเขาไม่ง่าย เขาต้องขยันอ่านหนังสือ หลุดพ้นจากทะเบียนทาส ให้แม่ได้ใช้ชีวิตที่ดี เขาไม่ชอบให้เสิ่นชิงหลัวลูบหัว แต่เห็นแก่คำพูดของเสิ่นชิงหลัวที่เขาชอบฟัง ยอมให้นางเอาเปรียบบ้าง
ท่าทางหยิ่งยโสทำให้เสิ่นชิงหลัวหัวเราะ นางร้องเรียก "โต้วจื่อ" แล้วครุ่นคิด "ต่อไปต้องมีอนาคตไกล ก็จะให้เรียกว่าโต้วจื่อๆ ต่อไปไม่ได้แล้ว"
ไป๋มัวมัวก็หัวเราะ "อาหม่อมเป็นคนบ้านนอกไม่ได้เรียนหนังสือ ตอนเขาเกิดมาร่างเล็กนิดเดียวเหมือนเมล็ดถั่ว ก็เลยเรียกโต้วจื่อๆ ไป"
แล้วมองเสิ่นชิงหลัว "คุณหนูใหญ่อ่านหนังสือมาก ตั้งชื่อให้เขาสักชื่อเถอะ?"
เส้นทางในชาติก่อนจะไม่เดินอีก โต้วจื่อก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เสิ่นชิงหลัวครุ่นคิดเล็กน้อย "เจ้าแซ่ซ่ง งั้นก็ใช้ชื่อว่าซวี่ดีหรือไม่? ซวี่มีความหมายว่าการเริ่มต้นและจุดกำเนิด ชื่อนี้ก็คือการเริ่มต้นของเจ้า"
ซ่งซวี่
โต้วจื่อท่องเสียงเบาๆ ที่ริมปากครั้งหนึ่ง เงยหน้าที่ไร้เดียงสาขึ้น "ข้าชอบชื่อนี้"
