หวังจื่อเถิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ราวกับถูกมือใครบีบลำคอไว้ จนรู้สึกคอตีบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
“ท่านว่า...นี่เป็นคำสั่งของแม่ทัพใหญ่เจี่ยให้ตั้งขึ้นหรือ?”
เมื่อหันไปเห็นใบหน้าอวบอ้วนซึ่งเป็นของผู้ว่าการเมืองทหารจี้โจว ฉายแววหวาดหวั่นพยักหน้ารับ หัวใจของหวังจื่อเถิงก็พลันสิ้นหวังลงในที่สุด
ในฐานะเจี๋ยตู้สื่อกองทัพรักษานครหลวง ซึ่งตั้งอยู่ในนครเสินจิง ใต้สายพระเนตรของฮ่องเต้ ทั้งยังสืบสายมาจากตระกูลขุนนางผู้มีคุณูปการแต่ครั้งก่อตั้งแผ่นดิน เขาย่อมยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้าไท่ช่าง
ทว่าเขาอยู่ท่ามกลางวังวนอำนาจในราชสำนัก ย่อมรู้เค้าลางโดยคร่าวของเรื่องราวซับซ้อนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
เจี่ยมู่มีชาติกำเนิดจากหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของสี่อ๋องแปดกงสิบสองโหวเช่นเดียวกับเขา ทว่ากลับเริ่มต้นจากการเป็นทหารชายแดนผู้ห้าวหาญอย่างแท้จริง
อีกทั้งยังได้รับการส่งเสริมจากเซวียเฉิง ผู้ที่พระเจ้าไท่ช่างมองว่าเป็น “หนามยอกอก”
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้าหย่งหลงคิดอ่านเช่นไร
ครั้นพระเจ้าไท่ช่างมีรับสั่ง ยังทรงส่งสัญญาณเป็นนัยให้เขาช่วยตักเตือนเจี่ยมู่ด้วย
ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในหมู่สี่ตระกูลใหญ่ ตลอดการเดินทัพหลายวันที่ผ่านมา เขายังครุ่นคิดว่าจะเอ่ยเตือนอีกฝ่ายอย่างไรโดยไม่กระทบมิตรภาพระหว่างตระกูลที่คบหากันมาหลายชั่วคน นับว่าเป็นการทำภารกิจที่พระเจ้าไท่ช่างมอบหมายให้ลุล่วง
แล้วจู่ ๆ กลับมีคนมาบอกเขาว่าบุรุษที่เขาตามหานั้นเป็นเพชฌฆาตผู้เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ทั้งยังชอบนำศัตรูไปตากแห้งทำเนื้อเค็มอย่างนั้นหรือ?
“เพชฌฆาตน้อย...สมชื่อจริง ๆ แม้แต่เทียนหวังอู่เต้าก็ยังไม่ต่างกันนัก”
หวังจื่อเถิงจ้องมองป่าเสียบประจานที่อยู่ไกลออกไปไม่วางตา แรงสั่นสะเทือนในใจยังมิอาจสงบลงได้เนิ่นนาน
“ก่อนหน้านี้แม่ทัพเจี่ยถูกเรียกว่าเพชฌฆาตน้อยจริง ทว่าหลังศึกครั้งนี้ ทหารหาญแห่งชายแดนต่างเรียกเขาว่าขุนศึกไท่ซุ่ย เป็นความหมายเดียวกับคำว่าเคราะห์ปีชงที่ชาวบ้านใช้กัน”
ผู้ว่าการเมืองทหารจี้โจวที่อยู่ข้างกายค่อย ๆ สงบใจจากความหวาดกลัว อย่างไรเขาก็เห็นป่าแห่งนั้นเป็นครั้งที่สองแล้ว จึงพอมีความสามารถในการรับมืออยู่บ้าง
