กลิ่นคาวเลือดนอกประตูเมืองทหารจี้โจวเจิ้นลอยคลุ้งอยู่ถึงสามวัน กว่าจะค่อย ๆ จางลง
ห่างจากด่านออกไปสิบลี้ มีการปักเสาไม้เป็นแถวยาวเหยียดลงบนผืนดิน ศพทหารต๋าจื่อที่ถูกถอดเกราะขาดวิ่นออกไปแล้วถูกเสียบขึ้นเสาอย่างโหดเหี้ยม ร่างไร้วิญญาณห้อยต่องแต่งอยู่บนนั้น
มองจากกำแพงเมือง ยังพอเห็นคล้ายเนื้อเสียบไม้ย่างตามข้างถนนในชาติภพก่อน ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ถูกเสียบอยู่บนนั้นคืออะไร ทหารรักษาการณ์กับชาวชายแดนลอบเรียกแนวเสาไม้นี้ว่า ‘ป่าไท่ซุ่ย’
หลังผ่านศึกใหญ่ครั้งนี้ ภายในเมืองทหารจี้โจวค่อย ๆ กลับคืนสู่ความเป็นระเบียบ เมื่อไร้แม่ทัพใหญ่ ผู้ว่าการจี้โจวจึงรับหน้าที่ดูแลกิจการบ้านเมืองทั้งหมดและจัดการเรื่องที่หลงเหลือจากสงคราม
ตามหลักแล้ว เจี่ยมู่เป็นเพียงแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองทหารเหลียวตง เมื่อมาช่วยเหลือที่นี่ก็เป็นแค่แม่ทัพจากต่างถิ่น ทั้งยังไม่มีอำนาจดูแลเมืองทหารจี้โจว ไม่ช้าก็เร็วเขาย่อมต้องนำทัพติ้งเปียนถอนค่ายกลับไป
ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมกำแพงเมือง การจัดหาที่พักพิงให้ผู้ลี้ภัย การจัดสรรเสบียง หรือการดูแลทหารบาดเจ็บ เขาไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการทหารท้องถิ่นแม้แต่น้อย ทั้งหมดมอบให้ผู้ว่าการท้องถิ่นจัดการ
ยิ่งไปกว่านั้น ขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างผู้ว่าการท้องถิ่น เดิมทีก็ไม่ได้มีไมตรีกับเจี่ยมู่ เมื่อเห็น ‘ป่าไท่ซุ่ย’ แล้ว ยังจะกล้าไปหาเรื่องเขาได้อย่างไร
แม้แต่เห็นเขาอยู่ไกล ๆ ก็ยังหาเหตุผลปลีกตัว หลบหนีไปให้ห่าง
แม้เจี่ยมู่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการทหารในท้องถิ่น แต่ของที่ริบมาได้จากสงครามย่อมไม่ถูกยกให้จี้โจวโดยเปล่าประโยชน์ เขาสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดูแลทัพติ้งเปียนให้ดี จัดการฝังศพเหล่าทหารที่พลีชีพอย่างเหมาะสม จากนั้นรวบรวมเสบียงและสิ่งของที่ตกค้างในสนามรบ เตรียมขนกลับเมืองทหารเหลียวตงรวดเดียวในอีกไม่กี่วัน
ส่วนคนอื่นจะกลัวหรือเคารพเขา เขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
แน่นอนว่า หลังเกิดเรื่องนี้ นครเสินจิงก็มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเช่นกัน
ณ จวนตระกูลใหญ่แห่งหนึ่ง บนประตูแขวนป้าย ‘จวนตระกูลเซวีย’ ไว้สูงเด่น
