หลังชัยชนะครั้งใหญ่ผ่านพ้นไปหนึ่งเดือน เจี่ยมู่มิได้ถือความชอบแล้วลำพองตน ทั้งยังมิได้วางแผนสิ่งใด เขารู้สถานการณ์แจ่มชัดอยู่แก่ใจ
การผลัดเปลี่ยนขั้วเก่าใหม่ในราชสำนักและการช่วงชิงพระราชอำนาจ คือปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การริบทรัพย์และยึดจวนเจี่ยในภายหน้า
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขารู้แจ้งยิ่งกว่า เขาอยู่เหลียวตงมานานถึง 14 ปี รากฐานของเขาไม่ได้อยู่ในราชสำนัก และมิใช่สองจวนหนิงกับหรงที่ดูรุ่งโรจน์ภายนอก
หากเป็นเหล่านายทหารที่เขาชุบเลี้ยงขึ้นมาด้วยมือของตน รวมถึงความรู้ด้านการทหารที่ติดตัวมาจากยุคหลังสู่ต้าเซี่ย
หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ เซวียเฉิงก็คงไม่เห็นคุณค่าในตัวเขา และยิ่งไม่มีทางกล่าวถ้อยคำเช่นนั้นกับเขา
อีกทั้งญาติสนิทที่นครเสินจิงของเขา บ้างก็โง่เขลา บ้างก็ชั่วร้าย ยามนี้เขาอยู่ห่างไกลถึงชายแดน คิดต่อให้มากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้ คือรีดผลประโยชน์จากชัยศึกครั้งนี้ให้หมดจด
ช่วงที่ผ่านมา เจี่ยมู่ตั้งใจแน่วแน่ สลัดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วจัดการงานทหารอยู่ในที่ว่าการเมืองของแม่ทัพใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งความชอบจากสงคราม การเลื่อนขั้นทหาร หรือการแบ่งของริบ เอกสารกองพะเนินราวหิมะจนโต๊ะทำงานของเขาแน่นขนัด
หลังเซวียเฉิงปรากฏตัวเพื่อชี้แนะอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่กลับมาอีก เห็นได้ชัดว่าได้มอบอำนาจให้เขาจัดการแล้ว
ส่วนผู้ว่าการจางเมื่อเห็นม้าศึกเพิ่มขึ้นหลายพันตัว ทุกวันหลังเลิกงาน สิ่งแรกที่ทำก็คือดึงเจี่ยมู่ไปจิบสุราด้วยกันสองสามจอก
ศึกครั้งนี้ตีทัพใหญ่แปดหมื่นนายของไต้ซ่านแตกพ่าย ราชวงศ์จินยุคหลังทิ้งเสบียง ม้าศึก เกราะ และอาวุธไว้มากมาย จนผู้ว่าการจางซึ่งเป็นผู้ดูแลสูงสุดแห่งเมืองชายแดนได้กินอิ่มหนำสำราญ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานทางการเมืองทั้งสิ้น
ที่ผ่านมา กองทัพชายแดนเป็นอย่างไรหรือ?
เบี้ยหวัดทหารที่ถูกยักยอกมีอยู่มาก ขวัญกำลังใจก็แตกกระเจิง ต่อให้เกิดศึกก็ได้แต่ตั้งรับอยู่ในเมือง อย่าว่าแต่ของริบเลย ยามสงครามหากแม่ทัพไม่หักเสบียงไปเสียบ้าง ก็นับว่ามีคุณธรรมแล้ว
ที่จริงเจี่ยมู่เองก็มีแผนลับอยู่ในใจ หากเขาบริหารกองรักษาการณ์เมืองทหารเหลียวตงให้แข็งแกร่งดุจถังเหล็ก
