หลังเสร็จสิ้นพิธีเซ่นไหว้บรรพชน ทุกคนก็พากันออกจากศาลบรรพชน
ท่านย่าเจี่ยมีเจี่ยเจิ้งกับฮูหยินหวังคอยประคองขึ้นเกี้ยวเล็ก ก่อนเดินทางกลับจวนหรงกั๋วพร้อมกัน
เจี่ยเซ่อเจ้าคนแก่สารเลวออกไปเป็นคนแรก พอเจี่ยมู่ออกมา ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาแล้ว
แต่เจี่ยมู่ก็ไม่ได้ใส่ใจ เจี่ยเซ่อผู้นี้แม้จะละโมบในทรัพย์และมักมากในกาม ทว่าจุดด่างพร้อยในตัวเขามีมากเสียจนไม่จำเป็นต้องสืบสาวให้ละเอียด
หากเขาขวางทางผู้ใดเข้าจริง ๆ ก็แค่ยัดข้อหาให้สักสองสามกระทงก็จัดการได้แล้ว
ศาลบรรพชนตั้งอยู่ทางจวนตะวันออก เจี่ยเจิ้นกับเจี่ยมู่สองพี่น้องจึงเดินออกมาแล้วถึงโถงใหญ่ทันที
เจี่ยเจิ้นมองน้องชายผู้มีท่วงท่าโดดเด่นสง่างาม ชายเสื้อปักดิ้นทองของชุดโต่วหนิวขยับพลิ้วตามย่างก้าว ยิ่งขับให้เขาดูสูงศักดิ์ขึ้นอีกหลายส่วน
“ยังดีที่จวนตะวันออกของเรามีเจ้าอยู่ ตอนเจ้ายังไม่กลับมา คนในสองจวนของเราไม่มีใครสักคนที่พูดจาต่อหน้าฝ่าบาทได้”
“พี่ใหญ่เองก็ไม่ใฝ่หาความก้าวหน้า ขอเพียงไม่ทำให้ทรัพย์สินตระกูลหมดสิ้นไปก็นับว่าไม่เลวแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น เจี่ยมู่ก็อดเหลือบมองเขาอย่างประหลาดใจไม่ได้
เขาไม่คิดเลยว่าเจี่ยเจิ้นจะรู้จักประเมินตนเองอยู่บ้าง
เห็นทีไม้เรียวที่โดนตอนเด็ก ๆ จะไม่ได้เสียเปล่าจริง ๆ
“มองข้าทำไม หากไม่มีน้องชายอย่างเจ้า ข้าก็คงไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายเช่นนี้”
พอได้ยินคำพูดนี้ เจี่ยมู่ก็กลอกตาใส่ ราวกับกำลังบอกว่า ‘คิดว่าข้าจะเชื่อหรือไง’
ใบหน้าของเจี่ยเจิ้นแดงก่ำ ทว่าครู่ต่อมาก็คล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงยิ้มออกมาอีกครั้ง
“เจ้าไม่ขาดสิ่งใดเลย เพียงแต่อายุก็มิใช่น้อยแล้ว”
“เรื่องที่เจ้าพูดในงานเลี้ยงของตระกูล พี่สะใภ้ใหญ่เล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว แต่จะว่าไป ท่านป๋ออย่างเจ้ามีตำแหน่งสูงส่งถึงเพียงนี้ รอบกายไม่มีใครคอยเอาใจใส่ดูแลย่อมไม่ได้”
“เรื่องฮูหยินเอกยังไม่ต้องร้อนใจ รับอนุสักคนก็ย่อมได้กระมัง?”
สีหน้าของเจี่ยมู่เปลี่ยนเป็นจนใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วัน ท่านย่าเจี่ยก็เข้ามาพูดเรื่องนี้ครั้งหนึ่ง เจี่ยเจิ้นก็เข้ามาพูดอีกครั้ง ทำเอาเขาแทบจะรับมือไม่ไหว
“พี่พูดเช่นนี้ได้อย่างไร ยังไม่แต่งภรรยาจะรับอนุได้ที่ไหนกัน”
