พระเจ้าหย่งหลงจ้องเจี่ยมู่ตรงหน้าเงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนถอนหายใจยาว
บัดนี้พระองค์จึงเข้าใจความหมายของวาจาที่จางจวีเจิ้งกล่าวไว้ว่า ‘วิหคดีเลือกพำนักบนกิ่งไม้ดี ขุนนางผู้ปราดเปรื่องเลือกนายเพื่อรับใช้’ แล้ว
ความหมายแฝงในคำพูดของเจี่ยมู่ตรงหน้าพระองค์นั้น พระองค์ฟังออกแล้ว
เขาสามารถภักดีต่อพระองค์ได้ แต่จะเป็นขุนนางเช่นไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพระองค์เป็นฮ่องเต้เช่นไร
“เราพอเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว ผู้คนมักตัดสินฮ่องเต้โดยเพ่งโทษความผิดพลาดเฉพาะหน้า จนมองไม่เห็นคุณูปการในระยะยาว”
“จิ๋นซีฮ่องเต้ใช้วิธีการเด็ดขาดรุนแรง ประชาชนในยุคนั้นย่อมทุกข์ยาก ทว่าระบบที่พระองค์วางไว้กลับทำให้แผ่นดินมั่นคงตลอดพันปีให้หลัง เพียงข้อนี้ก็ไม่อาจตัดสินพระองค์ว่าเป็นทรราชได้โดยง่าย”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่ง”
พระเจ้าหย่งหลงมิได้แย้มพระสรวล ยังคงจ้องดวงตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นของเจี่ยมู่อย่างไม่วางตา
“แล้วเจี่ยมู่ป๋อเยวี่ย เจ้าอยากภักดีต่อฮ่องเต้เช่นไร?”
เจี่ยมู่กำลังจะเอ่ยตอบ พระเจ้าหย่งหลงก็ยกพระหัตถ์ขึ้นขัดเสียก่อน
“เรารู้ว่าในใจเจ้ามีตาชั่งอยู่ เราอยากฟังคำพูดจากใจ ที่นี่มีเพียงเราสามคน ไม่มีผู้ที่สี่ล่วงรู้ ไม่ว่าเจ้าจะพูดสิ่งใด เราจะอภัยให้เจ้า ไม่มีความผิด เจ้าอย่าได้ปิดบังแม้แต่น้อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าเจี่ยมู่ก็เปี่ยมด้วยความจริงใจขึ้นมา
“ก่อนที่กระหม่อมจะกล่าว ฝ่าบาทลองฟังดูก่อนเถิดว่า ในใจของกระหม่อมมีฮ่องเต้พระองค์ใดบ้างที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา”
พระเจ้าหย่งหลงเอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้
“ว่ามาเถิด”
เจี่ยมู่เริ่มกล่าวอย่างเชื่องช้า
“พระองค์แรก กระหม่อมเพิ่งกล่าวไป คือจิ๋นซีฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฉิน วิธีการเข้มงวดเด็ดขาดนั้นเป็นความจริง ทว่าพระองค์รวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียว วางระบบมณฑลและอำเภอ ซึ่งคนรุ่นหลังก็ใช้สืบต่อกันมา”
พระเจ้าหย่งหลงพยักพระพักตร์เบา ๆ
“จริง ต่อให้ปกครองเข้มงวดเพียงใด คุณูปการก็ยืนยงชั่วกาล”
“พระองค์ที่สองคือฮั่นอู่ตี้ กล้าส่งทัพปราบศัตรูภายนอก สยบขุนนางผู้ทรงอำนาจในราชสำนัก สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้ราชวงศ์”
