พระเจ้าหย่งหลงเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดพระทัย ทอดพระเนตรไปยังหน้าประตูอย่างครุ่นคิด สายพระเนตรประหนึ่งทะลุผ่านกำแพงวังอันสลับซับซ้อน จับจ้องแผ่นหลังของเจี่ยมู่ที่กำลังจากไปไม่วางตา
ตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นรัชทายาท จางจวีเจิ้งก็เป็นอาจารย์ของพระองค์แล้ว บัดนี้แม้อีกฝ่ายจะยังเป็นเพียงบรรณาธิการสำนักฮั่นหลินตัวเล็ก ๆ ทว่าพระองค์ทรงเข้าใจนิสัยของอาจารย์ผู้นี้เป็นอย่างดี
ลึกล้ำสุขุม ยามติดต่อกับขุนนางคนอื่นก็มักเผื่อทางถอยไว้สามส่วน ทั้งยังอดทนเยือกเย็นยิ่งนัก
แม้เป็นขุนนางบุ๋นแห่งสำนักฮั่นหลิน แต่กลับเป็นนักปฏิบัตินิยมโดยแท้ ปฏิเสธวาทกรรมคร่ำครึไร้สาระทั้งปวง
สวมชุดขุนนางบุ๋นขั้นเจ็ด ทว่ากลับไม่เห็นขุนนางใหญ่ในราชสำนักอยู่ในสายตา แม้จะเก็บซ่อนท่าทีไว้ลึกล้ำ แต่ก็พอมองออกจากกิริยาวาจา
ส่วนเหล่าขุนนางบำเหน็จยศ เขาแสดงความดูแคลนออกมาตรง ๆ ตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ยังเป็นรัชทายาท ก็มักกล่าวว่าขุนนางบำเหน็จยศไร้ประโยชน์ต่อแผ่นดินและบ้านเมืองโดยสิ้นเชิง
“ซูต้า คำประเมินของเจ้าเป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิด เรานึกว่าเจ้าจะกล่าวดูแคลนเขาสักยกหนึ่งเสียอีก มิใช่ว่าเจ้าเกลียดชังพวกขุนนางบำเหน็จยศ ทั้งยังไม่ชอบให้คนถืออำนาจทหารหรอกหรือ”
จางจวีเจิ้งไม่ปิดบัง ทอดสายตาสบกับพระเจ้าหย่งหลงโดยตรง
“มีใจยึดแผ่นดินใต้หล้าเป็นภาระหน้าที่ นี่คือปณิธานตลอดชีวิตของกระหม่อม ฝ่าบาทย่อมทรงทราบ”
“ขุนนางบำเหน็จยศเป็นหนอนบ่อนไส้ตัวใหญ่ที่สุดของต้าเซี่ย กระหม่อมเคยกล่าวเช่นนี้ แต่แม่ทัพมู่นั้น...ไม่เหมือนกัน...”
นิ้วเรียวยาวเห็นข้อกระดูกของพระเจ้าหย่งหลงเคาะลงบนโต๊ะทีละจังหวะ
“ไม่เหมือนอย่างไร”
“แม้กระหม่อมจะไม่เห็นด้วยกับวาทกรรมเหลวไหลของสำนักกงหยางที่ต้องการล้มกฎหมายปัจจุบัน แล้วหันไปเอาอย่างยุคบรรพกาล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากคนถืออาวุธสามารถใช้ศาสตราสร้างความแข็งแกร่งให้แคว้นได้เช่นเดียวกับราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ก็ถือเป็นหนทางสร้างแคว้นให้เข้มแข็งได้เช่นกัน”
พระเจ้าหย่งหลงมิได้ตรัส เพียงทอดพระเนตรอีกฝ่ายเงียบ ๆ
