เมื่อเดินเข้าไปในลาน เสียงด่าทออื้ออึงปนเสียงร้องไห้และเสียงอ้อนวอนก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ
โถงฉงลวี่ตั้งอยู่ใจกลางจวนหนิงกั๋ว เป็นโถงใหญ่สำหรับหารือกิจการและต้อนรับแขก ทั้งยังมีพื้นที่กว้างขวาง
ยามนี้ บนลานโล่งหน้าประตูใหญ่ของโถงฉงลวี่ ชายหนุ่มรูปงามสวมอาภรณ์หรูหรากำลังถูกบ่าวชายสองคนกดตรึงไว้บนม้านั่งยาวจนขยับไม่ได้
ในบรรดาเจ้านายแห่งจวนหนิงกั๋ว นอกจากเจี่ยเจิ้นแล้ว ก็มีเพียงเจี่ยหรงที่เป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียว
ดังนั้นจึงเดาได้ไม่ยากว่าคนผู้นี้เป็นใคร
เจี่ยเจิ้นถือไม้หวายอยู่ในมือ ฟาดเจี่ยหรงอย่างหนักหน่วงทีแล้วทีเล่า ทุกครั้งที่ไม้หวายฟาดลงบนแผ่นหลังขาวผ่อง ก็ทิ้งรอยแดงไว้เป็นทาง
“ไอ้ลูกอกตัญญู! เมื่อคืนท่านอารองของเจ้ากลับมาแล้ว เจ้ายังกล้าก่อเรื่องเหลวไหลอีกหรือ ข้าว่าเจ้าคงคันเนื้อตัวนัก วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
เจี่ยหรงอยู่ในสภาพน่าเวทนา เส้นผมยาวยุ่งเหยิงกระเซิงไปหมด
ปิ่นทองประดับลวดลายงดงามที่เคยรวบผมไว้ก็ร่วงอยู่บนพื้น ทว่ายามนี้เขาไม่มีแก่ใจจะเก็บขึ้นมา
ความเจ็บปวดทำให้ร่างสั่นเทิ้มไปทั้งตัว เขาไม่กล้าดิ้นรน ทำได้เพียงร้องอ้อนวอนสุดกำลัง เสียงทั้งสะอื้นทั้งแหบพร่า
“นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปไม่กล้าอีกแล้ว เจ็บเหลือเกิน ขอท่านโปรดละเว้นข้าสักครั้ง!”
ใบหน้าขาวผ่องของเขาไม่เหลือเค้าคุณชายตระกูลใหญ่แม้แต่น้อย น้ำมูกน้ำตาไหลอาบจนเลอะเต็มหน้า
ข้างกายเจี่ยเจิ้นมีฮูหยินโหยวยืนอยู่ นางกำผ้าเช็ดหน้าไว้ในมือ ใบหน้าแสดงความกังวล คิ้วขมวดแน่น สายตาจับจ้องเจี่ยหรงที่กำลังถูกตีไม่วาง
ทว่าเจี่ยมู่มองออกว่าท่าทีของพี่สะใภ้ผู้นี้ล้วนเสแสร้ง คาดว่าปกตินางก็เพียงรักษามารยาทตามฐานะแม่ลูกกับเจี่ยหรงเท่านั้น
อย่างไรเจี่ยหรงก็ไม่ใช่บุตรแท้ ๆ ของนาง อีกทั้งยังเป็นบุตรชายสายตรงเพียงคนเดียวของจวนหนิงกั๋ว
หากใส่ใจจริง ยามนี้นางกุมอำนาจดูแลเรือนอยู่ อยากจัดการเขาสักหน่อยจะทำไม่ได้เชียวหรือ
เพียงหักเบี้ยเลี้ยง ตัดอาหารการกินกับเครื่องนุ่งห่มของเจี่ยหรง ก็จัดการเขาได้อย่างง่ายดายแล้ว
