วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสางดี เจี่ยมู่ก็ลุกจากที่นอนแล้ว
เมื่อวานเขาให้ หนิวซื่อไปส่งเทียบเชิญตั้งแต่เนิ่น ๆ หากไปเยี่ยมเยียนยามค่ำคืน อาจถูกครหาว่า “ลักลอบคบหากัน คิดการไม่ซื่อ” ได้ง่าย
ไปเยือนยามบ่ายหรือเที่ยงก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังติดธุระหรือไม่ มีเพียงช่วงเช้าตรู่ถึงสายที่เหมาะสมที่สุด
เจี่ยมู่หยิบเสื้อตัวยาวสีดำสนิทปักลายทึบตัวหนึ่งมาสวมอย่างส่ง ๆ ขณะที่สาบเสื้อทั้งสองข้างยังไม่ได้จัดให้เรียบร้อย ก็ได้ยินเสียงเปิดประตู
ครั้นหันไปมอง ก็เห็นฉิงเหวินในชุดเดิมจากเมื่อคืนผลักประตูเข้ามา มือประคองอ่างล้างหน้าที่ใส่น้ำไว้ นางย่างเท้าเข้ามาอย่างแผ่วเบา
เมื่อเห็นเจี่ยมู่ที่ยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย ฉิงเหวินก็ชะงักไปเช่นกัน
“นายท่าน? ท่าน...เหตุใดจึงตื่นแต่เช้าเพียงนี้”
จะโทษนางที่ตกใจเช่นนี้ก็ไม่ได้ เวลานี้เพิ่งราวห้าหรือหกโมงเช้า ยังเป็นยามเหม่าอยู่เลย
ในจวนหรงกั๋ว โดยปกติเวลานี้บ่าวไพร่จึงจะเริ่มลุกขึ้นมาทำงานกัน
มีเพียงเจี่ยเจิ้งที่มียศขุนนาง ต้องไปเข้าเฝ้าที่ที่ว่าการ จึงลุกแต่เช้า
ส่วนคนอื่น ๆ อย่างท่านย่าเจี่ยก็ลุกขึ้นในเวลาเดียวกันเพราะชรามากแล้วและนอนน้อย เช่นเดียวกับฮูหยินหวังและฮูหยินสิง สะใภ้ที่ชำระล้างแต่งตัวเสร็จแล้วต้องไปคารวะท่านย่าเจี่ยตามธรรมเนียมทุกวัน
ส่วนหลานชายที่ได้รับความโปรดปรานอย่างเจี่ยเป่าอวี้ หรือคนที่ไม่มีผู้ใดคอยควบคุมอย่างเจี่ยเซ่อและเจี่ยหรง ล้วนตื่นเอาตะวันโด่งแล้ว
โดยมากก็ยามเฉินหรือกระทั่งยามซื่อ เทียบได้กับช่วงแปดโมงถึงสิบโมงในยุคหลัง
หลังแต่งตัวเสร็จ เจี่ยมู่ยิ้มบาง ๆ พลางรัดสายคาดเอวหยกให้แน่นขึ้น
“อยู่ชายแดนนานเข้า ก็ชินกับการลุกก่อนฟ้าสางแล้ว จะมีเวลาว่างที่ไหนมานอนอุตุ”
“เอาละ วางของไว้เถิด ข้าจัดการเองได้”
ฉิงเหวินจึงได้สติ นางวางอ่างทองแดงลงบนโต๊ะเครื่องล้างหน้าอย่างมั่นคง
“นายท่านไม่ต้องการให้บ่าวรับใช้หรือเจ้าคะ”
เจี่ยมู่รับผ้าขนหนูอุ่นจากนางมาเช็ดหน้า พอได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเบา ๆ
“เมื่อคืนข้าก็บอกแล้ว ข้าไม่ใช่คนที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมเสียหน่อย”
“เช่นนั้นบ่าวจะไปนำอาหารเช้ามาให้เจ้าค่ะ”
เจี่ยมู่เช็ดหน้าเสร็จ ก็พาดผ้าลงบนขอบอ่างอย่างส่ง ๆ
