บนกำแพงเมืองของเมืองทหารจี้โจว เครื่องยิงหินที่ราชวงศ์จินยุคหลังเหลืออยู่เพียงไม่กี่เครื่องยิงเข้าใส่จนกำแพงเป็นหลุมเป็นบ่อ
ใต้หอประตูเมืองมีศพทั้งฝ่ายศัตรูและฝ่ายตนกองทับถมกัน เลือดไหลซึมลงมาตามร่องอิฐ กลิ่นคาวเลือดลอยไปไกลหลายลี้ก็ยังได้กลิ่น
ยามนี้หลี่เจิ้งยืนอยู่บนกำแพงเมือง เกราะเหล็กที่สวมทับกายไม่รู้ว่าผ่านมากี่วันแล้วโดยไม่ได้เปลี่ยน ใบหน้าเปื้อนฝุ่นทั่วทั้งหน้า ริมฝีปากแห้งแตกจนมีเลือดซึม
ดาบยาวประจำกายทหารในมือบิ่นจนคมดาบม้วนงอ ซอกนิ้วระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ที่จับด้ามดาบถูกเสียดสีจนหนังถลอกเผยเนื้อ
เขาพิงเชิงเทิน หอบหายใจจนอกกระเพื่อมแรง แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
พลทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งที่ถูกความกลัวกัดกินจนหมอบราบอยู่บนพื้นข้างกาย ตะโกนด้วยเสียงแหบพร่า
"ท่านแม่ทัพ พี่น้องของพวกเราใกล้จะตายหมดแล้ว หากยังยื้อไว้ต่อไปคงต้านไม่ไหวจริง ๆ"
หลี่เจิ้งกัดฟัน เสียงแหบแห้งยิ่งนัก
"ต่อให้ต้านไม่ไหวก็ต้องต้าน หากทิ้งเมืองหนีไป แล้วข้าจะมีหน้าไหนกลับไปพบท่านแม่ทัพใหญ่ได้อีก"
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจเขารู้ชัดว่าเวลานี้เหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายแล้ว ดูจากสถานการณ์ อย่างมากก็ยื้อได้อีกครึ่งชั่วยาม ถึงตอนนั้นเมืองแตกย่อมเป็นเรื่องแน่นอน
พวกเจี้ยนหนูบุกขึ้นมาอย่างไม่กลัวตาย แก้มของพวกมันซูบตอบอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางคงกำลังเดิมพันด้วยชีวิต
ขณะที่เขากำลังสิ้นหวัง ม้าส่งข่าวตัวหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามาจากประตูเมืองด้านหลัง คนบนหลังม้าตะโกนสุดเสียง
"รองแม่ทัพหลี่ กองหนุนมาถึงแล้ว"
ทหารทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่บนกำแพงเมืองพลันเงยหน้าขึ้น แววตาที่สิ้นหวังกลับมีประกายขึ้นอีกครั้ง ทว่าเมื่อเห็นว่ามีเพียงคนขี่ม้ามาโดดเดี่ยว ประกายนั้นก็พลันดับวูบ
แต่หลี่เจิ้งกลับดีใจอย่างผิดคาด เขาฉีกยิ้มด้วยริมฝีปากที่แห้งแตก เลือดจึงไหลออกมามากกว่าเดิม
เพราะเขารู้จักคนผู้นี้ เป็นทหารลาดตระเวนของทัพติ้งเปียน
คนผู้นี้เป็นทหารแนวหน้าของกองทัพชั้นยอดแห่งเหลียวตง คอยสำรวจเส้นทางยามเคลื่อนพล เมื่อเห็นเขาก็หมายความว่ากองหนุนอยู่ไม่ไกลแล้ว
ในเวลาเดียวกัน ณ ค่ายใหญ่ของทัพติ้งเปียนนอกด่าน
