ขบวนเสด็จของฮ่องเต้ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากตำหนักหลงโส่ว พระเจ้าหย่งหลงเสด็จผ่านทางเดินในวัง โดยมีเซวียเฉิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ตามเสด็จอยู่ข้างพระวรกาย ก่อนจะมุ่งไปยังตำหนักหย่างซิน
ตำหนักหย่างซินเป็นสถานที่ซึ่งฮ่องเต้ทรงใช้จัดการราชกิจในแต่ละวัน และพบขุนนางคนสำคัญเป็นการส่วนพระองค์ ทว่าบัดนี้พระราชอำนาจของพระเจ้าหย่งหลงตกอยู่ในมือผู้อื่น ตำหนักแห่งนี้จึงแทบไม่ได้ใช้งาน ส่วนใหญ่เป็นเพียงสถานที่ที่พระองค์ทรงพบเซวียเฉิงและขุนนางฝ่ายบุ๋นคนสนิทในแต่ละปี
พระเจ้าหย่งหลงเสด็จเข้าไปประทับบนที่นั่งประธาน แล้วรับสั่งให้ขันทีที่อยู่รอบข้างถอยออกไป จนในท้องพระโรงกว้างใหญ่เหลือเพียงฮ่องเต้กับขุนนางสองคน
กำยานในเตาหอมลอยอวล ทว่ากลับไม่อาจขจัดบรรยากาศอึมครึมที่ปกคลุมทั่วห้องได้
ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ยกพระหัตถ์ขึ้นนวดหว่างพระขนง พระสุรเสียงทุ้มต่ำแฝงความเหนื่อยล้าที่ปิดบังไว้ไม่มิด
แต่เดิมการถูกพระเจ้าไท่ช่างกดข่มก็ทำให้พระองค์กลัดกลุ้มยิ่งพออยู่แล้ว บัดนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับยิ่งทำให้รู้สึกไร้เรี่ยวแรง ประหนึ่งคลื่นยักษ์โถมเข้าใส่ จนแทบจะพัดพาพระองค์ให้พังทลายลงทั้งคน
“ท่านเซวีย เราได้ยินทุกถ้อยคำที่ตำหนักหลงโส่วเมื่อครู่ชัดเจน พระเจ้าไท่ช่างตรัสถูกทุกประการ เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ตัวหรือไม่?”
ใจเซวียเฉิงพลันหนักอึ้ง เขาประสานมือค้อมศีรษะลง
“กระหม่อม...ตรวจสอบบกพร่อง ยากจะปัดความรับผิดชอบพ้นตัวพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าหย่งหลงมิได้ตรัสตอบทันที หากทอดพระเนตรท้องฟ้าราตรีอันมืดมิดนอกตำหนัก ซึ่งไร้แสงดาวดาษดื่นเช่นเคย
“แม่ทัพใหญ่ใต้บังคับบัญชาของเจ้าอวดดี ประมาทศัตรู ออกจากเมืองไปรบโดยพลการจนพ่ายแพ้และถูกจับเป็นเชลย เรื่องออกทัพโดยพลการนี้ผู้ว่าการจี้โจวรู้หรือไม่? ขุนนางที่ดูแลยุทโธปกรณ์กับเสบียงรู้หรือไม่? เหตุใดจึงไม่รายงานเจ้าซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่สามชายแดน? เจ้าควบคุมไม่ได้ ห้ามปรามไม่ได้ ทั้งยังข่มคนไว้ไม่อยู่”
ตรัสจบ พระองค์ก็หันไปทอดพระเนตรเซวียเฉิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
