หนิวอู่ยิ้มขื่น พลางหอบหายใจไม่หยุด
“จะมีบำเหน็จหรือไม่ ข้าไม่ใส่ใจ”
“ข้ายังจำได้ ตอนเพิ่งเข้ามาเหลียวตง ยังเป็นแค่พลทหาร หิมะตกหนักจนปิดเส้นทางขึ้นเขา พวกเรากลุ่มหนึ่งเบียดกันอยู่ในกระโจมโทรม ๆ เสบียงแห้งยังแบ่งกันไม่พอ ท่านเป็นเพียงนายร้อย แต่กลับแบ่งแผ่นแป้งชิ้นสุดท้ายให้พวกพี่น้องของพวกเรา”
“ยามนั้นข้าก็สาบานกับตัวเองแล้วว่า ชาตินี้จะติดตามท่านไปจนถึงที่สุด”
ภาพวันวานพลันผุดวาบขึ้นในห้วงความคิดของเจี่ยมู่
ทุ่งร้างแห่งเหลียวตง สายลมหนาวโหยหวน ยามนั้นเขายังเป็นเพียงนายร้อยตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งล้อมกองไฟกับทหารจากค่ายอื่น เมื่อเห็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำราวหมีดำสองคนหิวจนขดตัวนอนไม่หลับอยู่ตรงมุม เขาจึงแบ่งแผ่นแป้งของตนให้พวกเขา
ภายหลังเมื่อเลื่อนเป็นนายกองพันและมีองครักษ์ของตนเอง เขาจึงคิดดึงหนิวอู่เข้ามา ตอนนั้นยังมอบเงินให้ไม่น้อย แต่กลับไม่คาดคิดว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นเพียงแผ่นแป้งธรรมดาแผ่นหนึ่งในวันนั้น
ทุกครั้งที่ผ่านศึกนองเลือด ไม่ว่าจะถูกลอบโจมตีกี่หน หนิวอู่ก็เป็นคนแรกที่เข้ามาขวางอยู่เบื้องหน้าเขาเสมอ
จากนายกองพันเลื่อนเป็นนายกองร้อย นายพัน แล้วขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
“ข้าจำได้”
เจี่ยมู่รู้สึกแน่นในลำคอ
“เราตกลงกันไว้ว่า รอเหลียวตงสงบแล้วจะพาเจ้ากลับนครเสินจิงไปตั้งหลัก จวนหนิงกั๋วของข้ายังพอมีเสบียงเลี้ยงเจ้าได้”
“ตั้งหลัก...เกรงว่าคงรอไม่ถึงแล้ว”
หนิวอู่ไอสองครั้ง เลือดทะลักออกจากปากไม่หยุด
“ข้าไม่กลัวตาย เพียงแต่ตัดใจไม่ลง... ตัดใจไม่ลง... ตัดใจจากพี่น้องทั้งหลายไม่ได้ ตัดใจจากท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ได้”
หนิวซื่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขอบตาแดงก่ำ
“น้องห้า อย่าพูดจาหมดอาลัย จงอดทนไว้!”
“พี่สี่ ดูแลตัวเองให้ดี แล้วก็ดูแลท่านแม่ทัพใหญ่ด้วย ตระกูลหนิวของพวกเราเหลือพี่เพียงคนเดียว สืบสานสายสกุลก็ต้องพึ่งพี่แล้ว”
หนิวอู่ฝืนหันไปมองพี่ชาย ก่อนสายตาจะวกกลับมาหยุดที่เจี่ยมู่ เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยขึ้น
“แม่ทัพใหญ่ ช่วยดูแลพี่ชายข้าให้ดีด้วย ส่วนเมียของข้าที่ท่านรับปากไว้ ยกให้นางแต่งกับพี่ชายข้าก็พอ”
