“ท่านย่ากล่าวถูกแล้ว ขุนนางหนิงกับหรงของพวกเราเคียงบ่าเคียงไหล่กับปฐมกษัตริย์ ถือดาบฝ่าฟันสังหารพวกต๋าต๋าหยวนผู้โหดเหี้ยม จึงสถาปนาราชวงศ์ต้าเซี่ยขึ้นมาได้”
“ตระกูลของเราจึงมีความมั่งคั่งสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น”
ขณะกล่าว เจี่ยมู่หยิบถ้วยชาข้างจานขึ้นมาอย่างส่งๆ สายตาจับจ้องเจี่ยเป่าอวี้ไม่วางตา
“ไม่ลืมปณิธานแรกเริ่ม จึงจะไปถึงปลายทางได้ นี่ต่างหากคือทรัพย์สมบัติที่แท้จริงของตระกูลขุนนางทหาร”
เมื่อท่านย่าเจี่ยได้ยินเช่นนั้น ความขุ่นข้องใจที่มีต่อวิธีการอันเด็ดขาดของเจี่ยมู่ก็พลันมลายหายไป
“กล่าวได้ดี กล่าวได้ดียิ่ง”
เหล่าสตรีในงานต่างมองเจี่ยมู่ด้วยแววตาเป็นประกาย
บรรยากาศในงานเลี้ยงขึ้นสู่จุดสูงสุดในยามนั้น ท่านย่าเจี่ยจับมือเจี่ยมู่ไว้
นางชี้แนะนำสตรีในโถงทีละคน พลางกล่าวไม่หยุด
“เจ้าจากไปสิบกว่าปี ไม่ได้กลับมา ย่อมต้องทำความรู้จักญาติสนิทเหล่านี้ให้ดี”
“นี่คืออาสะใภ้รองของเจ้า ภรรยาเอกของอารองเจิ้ง ตอนเด็กเจ้าเคยพบแล้ว ยามนี้เป็นนายหญิงแห่งจวนตะวันตก”
ฮูหยินหวังรีบลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วค้อมคำนับ ภาพเมื่อครู่ทำให้นางทั้งเคารพทั้งหวาดกลัว จึงเพียงคำนับ ไม่กล้ากล่าวสิ่งใดมาก
“นี่คือป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า”
ฮูหยินสิงเผยรอยยิ้มสุภาพเต็มใบหน้า
เพียงฟังคำกล่าวสั้นๆ ของท่านย่าเจี่ยก็พอจะรู้ว่า นายหญิงใหญ่แห่งเรือนใหญ่ผู้นี้คงไม่เป็นที่โปรดปรานในสายตานางนัก
“นี่คือภรรยาของเหลียนเอ๋อร์ เฟิ่งเอ๋อร์ผู้ดูแลกิจการในจวน เจ้าย่อมรู้จักดี ตั้งแต่เด็กที่มาอยู่บ้านเรา นางก็คอยติดตามพี่ใหญ่ของเจ้าไม่ห่าง”
หวังซีเฟิ่งยอบกายเล็กน้อย นางยังจำภาพเมื่อครู่ได้ จึงไม่กล้าอาศัยไมตรีวัยเยาว์เข้าหาเขา
“นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่จูของเจ้า”
ท่านย่าเจี่ยชี้ไปยังฮูหยินผู้แต่งกายเรียบง่าย ก่อนหันไปมองเจี่ยเป่าอวี้ที่นั่งข้างกาย
“ส่วนคนนี้ เจ้าเพิ่งพบที่ห้องข้าเมื่อครู่ เป็นบุตรชายของอาสะใภ้รอง นามเป่าอวี้”
เป่าอวี้รีบลุกขึ้น ร่างเตี้ยๆ โน้มลงคำนับอย่างเก้อเขิน ไม่กล้าสบตาเจี่ยมู่
“สามคนนี้คือคุณหนูในจวน อิ๋งชุน ทั่นชุน และซีชุน”
อิ๋งชุนก้มหน้าคำนับอย่างหวาดๆ ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กสาวเก็บตัว อ่อนแอขี้อาย
