หลังผ่านเหตุการณ์เล็กน้อยที่สำนักยุทโธปกรณ์ เจี่ยมู่ก็กลับเข้าสู่วิถีชีวิตอันแสนวุ่นวายอีกครั้ง
ทุกวันเขาไม่จัดการกิจการทหาร ก็เตรียมเอกสารราชการ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาดูไม่เหมือนขุนศึก กลับคล้ายขุนนางฝ่ายบุ๋นเสียมากกว่า
โดยเฉพาะเอกสารราชการอันยุ่งยากนานัปการ ซึ่งต้องหารือกับทุกฝ่าย ทั้งลงนาม ประทับตรา หน่วยงานแต่ละแห่งต่างผลักภาระให้กัน กฎเกณฑ์สารพัดทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้นทำเอาเจี่ยมู่ปวดหัวแทบระเบิด กล่าวได้ว่าข้อเรียกร้องกว่าครึ่งต้องเจรจาและเกลี้ยกล่อมกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลายวันมานี้เขาไม่มีเวลาพักผ่อนเลย อย่าว่าแต่จะไปดื่มสุราพูดคุยกับผู้ว่าการจาง หรือคุยโวกับคนใต้บังคับบัญชา เรื่องเหล่านั้นเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด
หากเป็นองค์กรใหญ่ในชาติภพก่อนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
ต่อให้เจ้าสังกัดกองช่าง ก็ยังต้องยื่นเรื่องตามขั้นตอนครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านการอนุมัติสารพัดช่องทาง กว่างานแต่ละวันจะเสร็จ เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับเรื่องเหล่านี้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเอกสารราชการอันจุกจิกตลอดเวลากว่า 90 วันคืน แม้แต่หิมะหนักนอกด่านก็เริ่มหยุดตกลงทีละน้อย
น้ำแข็งและหิมะบนผืนดินเยือกแข็งเริ่มละลาย กระโจมใหญ่ที่พังเสียหายและซากศพที่หลงเหลือจากศึกครั้งใหญ่ ณ นอกด่าน ล้วนบ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นที่นี่
ทว่าเวลาสามเดือนเต็มนี้มิได้สูญเปล่า ลานฝึกในค่ายใหญ่มีธงรบตั้งเรียงรายทุกวัน กองทหารแต่ละหน่วยที่จัดกำลังแบบใหม่ให้ประสานงานกัน ต่างฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทหารราบ ทหารม้า และค่ายอาวุธปืนประสานงานกันได้คล่องแคล่วยิ่งขึ้นทุกวัน ทั้งกลยุทธ์โอบล้อม ตรึงปีกข้าง และรุกคืบสลับกัน ล้วนชวนให้เห็นภาพกองทัพสมัยใหม่ในชาติภพก่อน
ในสายตาของเจี่ยมู่ บัดนี้ทัพติ้งเปียนจึงสมควรได้ชื่อว่าเป็นกองทัพชั้นยอดอย่างแท้จริง
กองหน้า ซึ่งมีหน้าที่ปะทะทหารม้าตรงๆ ได้รับเสื้อเกราะเหล็กหนักสามชั้นซ้อนกันเพิ่มเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่วนดาบสังหารม้าด้ามยาวในมือพวกเขาก็ผ่านการหลอมใหม่ ยามฝึกซ้อมทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยประกายเย็นเยียบ
ในยุคที่ยังไม่มีรถถัง ราชาแห่งผืนดิน มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถต้านทานทหารม้าตรงๆ ได้
